วัยที่เกี่ยวข้องกับบทความ

- วัยเริ่มทำงาน
- วัยเริ่มสร้างครอบครัว

หมวดที่เกี่ยวข้องกับบทความ

- เอสเอ็มอี

สาระน่ารู้



SMEs จะอยู่รอดอย่างไรในยุค New Normal (4)

SMEs จะอยู่รอดอย่างไรในยุค New Normal (4)


จากบทความฉบับก่อนหน้าเรื่อง SMEs จะอยู่รอดอย่างไรในยุค New Normal ที่เสนอทางออกของ SMEs ไทยในยุค New Normal (เติบโตช้า ซึมยาว และผันผวนมากขึ้น) โดยการจับกระแส Megatrend 4 ด้าน ได้แก่ สังคมผู้สูงอายุ สังคมดิจิตอล สังคมชนชั้นกลาง และการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ซึ่งผู้เขียนได้นำเสนอด้านแรกไปแล้ว คือ การจับไปกับกระแสสังคมผู้สูงอายุ และมาในฉบับนี้ ผู้เขียนขอนำเสนอทางออกของ SMEs ผ่านการจับกับกระแส Megatrend ที่สอง คือ "การจับไปกับกระแสสังคมดิจิตอล หรือ เทคโนโลยีดิจิตอล" ซึ่งมีประเด็นนำเสนอ ดังนี้
 

SMEs จะอยู่รอดอย่างไรในยุค New Normal (4) digitalization


เทคโนโลยีดิจิตอล (Digitalization) คือ อะไร

เทคโนโลยีดิจิตอล (Digitalization) เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตในปัจจุบันของผู้บริโภค ผู้ผลิต และภาครัฐทั่วโลกนอกจากนี้ในอนาคตจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น โดยเทคโนโลยีดิจิตอลจะนำพาทุกคนเคลื่อนย้ายออกจากโลกความจริง (Real world) เข้าสู่โลกเสมือนจริง (Virtual world) และยุคที่ทุกอย่างเชื่อมต่อกับเครือข่าย (Internet of thing) เพิ่มมากขึ้น ผ่านเทคโนโลยี SMAC ได้แก่ (1) S: Social technology เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงผู้ผลิตได้ง่ายมากขึ้น และบ่งชี้ Lifestyles ของผู้บริโภคได้ชัดเจน เช่น Facebook, YouTube และ Line (2) M: Mobile technology ทำให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารหรือการทำธุรกรรมต่างๆ ได้ในทุกที่และทุกเวลาผ่านอุปกรณ์พกพาต่างๆ เช่น Smartphone และ Tablet (3) A: Analytic technology ทำให้วิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นต่อธุรกิจได้ปริมาณ ความเร็ว และความลึกที่มากขึ้น ในทุกที่และทุกเวลา แต่มีต้นทุนที่ถูกลง เช่น Big data technologies เพื่อวิเคราะห์และคาดการณ์ข้อมูลการตลาด กระบวนการผลิต หรืออื่นๆ ที่จำเป็นต่อธุรกิจ และ (4) C: Cloud technology หรือ Cloud computing เพื่อลดต้นทุนของธุรกิจสำหรับระบบหรือสิ่งอื่นๆ ที่ธุรกิจไม่อยากทำเอง เช่น ระบบการจัดเก็บข้อมูล

นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีใหม่อื่นๆ อีก เช่น ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI: Artificial Intelligence) คือ อุปกรณ์ต่างๆ ประมวลผลและทำงานได้เองภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เครื่องพิมพ์สามมิติ (3D Printing) คือ เทคโนโลยีการสร้างแบบเสมือนจริง 3 มิติ และ Sensor technology

สังคมดิจิตอลในไทย

สำหรับประเทศไทย สังคมดิจิตอลก็กำลังดำเนินไปไม่แตกต่างกันกับที่ดำเนินอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในฝั่งของผู้บริโภค หากพิจาณาจากข้อมูลจากสำนักงานสถิติในปี 2558 ที่บ่งชี้ว่า (1) คนไทยใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้น 78% ใน 5 ปีที่ผ่านมาและใช้ผ่านอุปกรณ์พกพาเป็นส่วนใหญ่ เช่น Smartphone Tablet และ Laptop และ (2) คนไทยใช้อินเตอร์เน็ตในการซื้อ/จองสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าตัวในช่วง 5 ปีผ่านมา โดยส่วนใหญ่อยู่ในหมวดเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ รองลงมาคือ หมวดอาหาร เครื่องดื่ม และสุขภาพ หมวดจองตั๋วออนไลน์ นอกจากนี้ข้อมูลจากบริษัท โธธ โซเชียล ในงาน Thailand Zocial Awards เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 59 ยังพบว่าคนไทยมีจำนวนผู้ใช้ Facebook สูงเป็นอันดับ 8 ของโลกที่ 41 ล้านคน

ในฝั่งของผู้ผลิตก็มีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมดิจิตอลมากขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของธุรกิจ e-Commerce โดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารประมาณมูลค่าธุรกิจ e-Commerce ของไทยในปี 2558 อยู่ที่ 2.1 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 16% ของมูลค่าเศรษฐกิจไทย (GDP) รวมถึงการเกิดขึ้นของธุรกิจรูปแบบใหม่ที่อาศัยเทคโนโลยีดิจิตอล เช่น Ookbee ธุรกิจหนังสือออนไลน์ Wongnai แอปพลิเคชั่นรีวิวและรวบรวมร้านอาหาร และผูกปิ่นโตข้าว โครงการอาสาตัวกลางเชื่อมชาวนาปลูกข้าวอินทรีย์กับผู้บริโภคในเมืองผ่านช่องทางออนไลน์ เป็นต้น หรือแม้แต่การโฆษณาประชาสัมพันธ์ของธุรกิจไทยก็หันมาใช้ช่องทางออนไลน์มากขึ้น จนส่งผลให้ตลาดโฆษณาออนไลน์ของไทยขยายตัวเป็นอันดับสองในอาเซียน

SMEs เกาะกับสังคมดิจิตอลอย่างไร

กระแสสังคมดิจิตอลเป็นสิ่งที่กำลังดำเนินต่อไปและทวีความสำคัญมากขึ้น ดังนั้น คงหนีไม่พ้นที่ SMEs จะต้องฉกฉวยประโยชน์จากกระแสดังกล่าว โดยสิ่งที่ SMEs อาจจะต้องพิจารณาประเด็นสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่

ประเด็นที่หนึ่ง "เทคโนโลยีดิจิตอลเป็นมากกว่า e-Commerce หรือการตลาดออนไลน์" ในปัจจุบัน SMEs หลายรายได้หาประโยชน์จากกระแสสังคมดิจิตอลแล้ว โดยเฉพาะในรูปแบบการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ รวมถึงการนำเสนอและขายสินค้าผ่านช่องทางดิจิตอล กินรวมไปถึงการสื่อสารกับ Supplier เช่น Website หรือ Social network ต่างๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว SMEs สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิตอลได้ตลอดกระบวนการของการดำเนินธุรกิจ หรือกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

ตัวอย่างเช่น นาข้าวในประเทศมาเลเซียได้นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตของนาข้าว ได้แก่ Soil sampling: การตรวจสอบตัวอย่างดินก่อนทำนาแต่ละรอบ Soil mapping: นำข้อมูลจากตัวอย่างดินมาทำแผนที่ดิจิตอลเพื่อดูแลดินในแต่ละแปลงอย่างเหมาะสม Plant growth monitoring: ใช้เซ็นเซอร์ตรวจวัดการเติบโต Variation rate application: ใช้เซ็นเซอร์ติดตามในด้านต่างๆ เพื่อวางแผนและแก้ไขให้ผลผลิตมีคุณภาพตามต้องการ เช่น วัดคลอโรฟิล วัดความชื้นในดิน และ Yield mapping: ตรวจวัดผลผลิตที่ได้ในแต่ละแปลงเพื่อทำแผนที่ผลผลิตดิจิตอล และใช้วางแผนเพาะปลูกในฤดูกาลต่อไป

ในฟากของอุตสาหกรรมการผลิต เช่น ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านสามารถนำ 3D Printing technology เพื่อผลิตสินค้าที่มีความเฉพาะกับลูกค้าในแต่ละคน ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าให้มากกว่าสินค้า Mass products และผู้ออกแบบ/ผลิตเสื้อผ้าสามารถใช้ 3D body scanner เพื่อวัดรูปร่างของลูกค้าอย่างแม่นยำ 3D garments เพื่อเห็น Pattern ของเสื้อผ้าตามลักษณะของเนื้อผ้าอย่างเสมือนจริง และ 3D virtual try-on เพื่อให้ลูกค้าสามารถเห็นตัวเองในขณะที่ใส่เสื้อผ้าที่ผู้ผลิตออกแบบ ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต รวมถึงเพิ่มคุณภาพของเสื้อผ้าที่ออกแบบ

ในกลุ่มธุรกิจบริการก็มิได้น้อยหน้า เช่น ร้านอาหารนำ Tablet มาใช้รับออเดอร์อาหารจากลูกค้าโดยตรง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพนักงาน โรงแรมสำหรับ Backpacker

นอกจากนี้ ธุรกิจยังสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิตอลต่อการบริหารงานภายในองค์กร เช่น FlowAccount ระบบบัญชีออนไลน์สำหรับเจ้าของกิจการมือใหม่ โปรแกรม CRM เพื่อบริหารข้อมูลลูกค้า ระบบ e-Supply chain เพื่อบริหารจัดการคลังสินค้า ระบบ e-Banking และ Promptpay เพื่อบริหารจัดการกระแสเงินเข้า-ออกของธุรกิจ เป็นต้น

ประเด็นที่สอง "ติดตามเทคโนโลยีดิจิตอลใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ" เนื่องจากในสังคมดิจิตอลที่มีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอยู่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ SMEs อาจต้องติดตามข่าวสารด้านเทคโนโลยีดิจิตอลต่างๆ นอกเหนือจากเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจของตนเอง รวมถึงทำความเข้าใจในเทคโนโลยีต่างๆ เหล่านั้น เพื่อจะได้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิตอลได้อย่างเหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจในทุกช่วงเวลา

ประเด็นสุดท้าย "อย่าถลำตัวไปกับทุกเทคโนโลยีดิจิตอล" เทคโนโลยีดิจิตอลในด้านต่างๆ สามารถสร้างให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ตามมาด้วยต้นทุนที่สูงต่ำแตกต่างกันในแต่ละเทคโนโลยี และแตกต่างกันไปในแต่ละธุรกิจ ดังนั้น SMEs ควรพิจารณารายได้ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นหรือต้นทุนการผลิตที่คาดว่าจะลดลง อันเกิดจากการใช้เทคโนโลยีดิจิตอลใหม่ เปรียบเทียบกับต้นทุนการซื้อหรือการใช้เทคโนโลยีเหล่านั้น เพราะไม่ใช่ทุกประเภทธุรกิจ ทุกขนาดธุรกิจ จะมีความเหมาะสมกับเทคโนโลยีดิจิตอลเสมอไป

จากที่กล่าวมาข้างต้น อาจเป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในสังคมดิจิตอลได้อย่างเหมาะสมกับธุรกิจของตนเอง ทั้งนี้ สำหรับทางออกที่เกาะกระแส Megatrend อีก 2 ด้านสำคัญที่เหลือ ขอยกยอดไว้ในบทความถัดไป

SMEs จะอยู่รอดอย่างไรในยุค New Normal (3)

บทความโดย
คุณนพมาศ ฮวบเจริญ
ผู้อำนวยการ หัวหน้าทีมวิจัยภาคอุตสาหกรรม
ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม สายกลยุทธ์ ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) 
คลิกดาวน์โหลดอินโฟกราฟิกฉบับเต็ม

 

 





back


Tag :
  • kk sme
  • SMEs
  • new normal
  • megatrends
  • digitalization