วัยที่เกี่ยวข้องกับบทความ

- วัยเริ่มทำงาน

หมวดที่เกี่ยวข้องกับบทความ

- การลงทุน

สาระน่ารู้



8 กลยุทธ์ในการวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

8 กลยุทธ์ในการวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

 “คนรวยเสียภาษีน้อย คนจนเสียภาษีมาก” เป็นข้อความที่น่าคิดจากหนังสือพ่อรวยสอนลูกเพราะสะท้อนภาพได้ชัดเจนว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จทางการเงินจะเป็นนักวางแผนภาษีที่ดี ครั้งนี้เพื่อนๆ จะได้รู้จัก 8 กลยุทธ์ในการวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากันครับ

กลยุทธ์ 1 การเลือกใช้ประโยชน์จากเกณฑ์เงินสด


การประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรมสรรพากรใช้เกณฑ์เงินสด การวางแผนภาษีโดยใช้ประโยชน์จากเกณฑ์เงินสด ก็คือ การเลื่อนกำหนดเวลาการรับเงินที่เป็นเงินได้พึงประเมินออกไปจากปีภาษีปัจจุบัน ก็จะสามารถลดภาระภาษีได้ เช่น เลื่อนการรับเงินได้ที่จะได้ในปี 2555 ไปรับเงินในต้นปี 2556 แทน หากคาดว่าในปีถัดไปจะมีเงินได้น้อยกว่าปีนี้ ซึ่งจะทำให้ภาระภาษีลดน้อยลง เพราะภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดานั้น จะคำนวณจากเงินได้ที่รับมาแล้วเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า เรายังไม่ต้องเสียภาษีหากยังไม่ได้รับเงินมาจริง ๆ

กลยุทธ์ 2 ทำเงินได้ของเราให้เป็นเงินได้ที่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย

เงินได้ที่ได้รับการยกเว้นนั้น หาดูได้ในมาตรา 42 ของประมวลรัษฎากร และ กฎกระทรวงฉบับที่ 126 เช่น ดอกเบี้ยสลากออกสิน การฝากประจำประเภทออมทรัพย์ กำไรจากการขายกองทุนรวม ผลประโยชน์ที่ผู้ประกันตนได้จากการประกันสังคม กำไรจากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นต้น

กลยุทธ์ 3 การเลือกใช้การหักค่าใช้จ่ายแบบหักเหมาตามประเภทเงินได้

เงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (5) (6) (7) (8) สามารถหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ โดยกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินได้ เช่น 30%, 60%, 75% ฯลฯ โดยไม่มีเพดาน ทำให้ผู้มีรายได้มาก ก็จะหักค่าใช้จ่ายได้มากตาม ต่างกับเงินเดือนของเราที่หักเหมา 40% เหมือนกัน แต่มีเพดานไม่เกิน 60,000 บาท ทำให้คนที่มีเงินเดือนมาก ก็ต้องเสียภาษีมากตาม นอกจากนี้การหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมามีข้อดีคือ เราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่ามีรายจ่ายจริงเท่าไหร่ เพราะกฎหมายให้หักเหมาได้แม้จะมากกว่ารายจ่ายจริงก็ตาม กรณีนี้ก็เช่นกัน เราก็ต้องศึกษาว่าเงินได้อะไรของเราบ้างที่สามารถกำหนดให้เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (5) (6) (7) (8)

กลยุทธ์ 4 การหักค่าลดหย่อนตามกฎหมาย

การหักค่าลดหย่อนตามกฎหมายนั้น เป็นสิ่งที่เราควรต้องใช้ประโยชน์ให้สูงสุด เพราะจะช่วยให้เงินได้สุทธิเพื่อคำนวณภาษีลดลง ปัจจุบันเราสามารถหักค่าลดหย่อนได้หลายอย่าง เช่น
     - ค่าซื้อกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หักได้ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
     - ค่าซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) หักได้ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
     - ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อซื้อบ้าน หักได้ตามจริง ไม่เกิน 100,000 บาท
     - ค่าเบี้ยประกันชีวิตหักได้ตามจริงไม่เกิน 100,000 บาท

กลยุทธ์ 5 การกำหนดแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ

กฎหมายไทยกำหนดให้เก็บภาษีจากเงินได้ทุกชนิดที่มีแหล่งเงินได้ในประเทศไทย ไม่ว่าจะจ่ายเงินได้ดังกล่าวในประเทศไทยหรือไม่ และไม่ว่าผู้มีเงินได้จะอยู่ในประเทศใดก็ตาม ส่วนกรณีที่ผู้มีเงินได้มีแหล่งเงินได้นอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการได้จากการทำงานก็ดี เงินปันผลก็ดี ขายทรัพย์สินในต่างประเทศก็ดี ฯลฯ กฎหมายกำหนดไว้ว่า ถ้าหากมีเงินได้ในต่างประเทศและเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (กล่าวคืออาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ 180 วันในปีปฏิทิน) จะต้องเสียภาษีจากเงินได้ดังกล่าว ก็ต่อเมื่อมีการนำเงินได้เข้ามาในประเทศไทยในปีเดียวกับที่ต้องเสียภาษี ดังนั้น กรณีเรามีเงินได้จากต่างประเทศ เรามี 2 ทางเลือกเพื่อประหยัดภาษี คือ ตัวเราต้องไม่เป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (คือต้องอยู่ในประเทศไทยน้อยกว่า 180 วันในปีปฏิทิน) หรือ ต้องไม่เอาเงินได้เข้ามาในประเทศไทยในปีที่เกิดเงินได้)

กลยุทธ์ 6 เลือกเสียภาษีในอัตราต่ำ

“ที่ใดที่มีอัตราภาษีที่แตกต่างกัน ที่นั่นมีช่องทางในการวางแผนภาษีเสมอ” ตัวอย่างเช่น กฎหมายกำหนดให้เงินได้หลายประเภทที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว ไม่จำต้องถูกนำไปรวมกับเงินได้อื่น ๆ เพื่อเสียเงินได้ตามปกติ(ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป) ซึ่งเรียกกันว่า “ภาษีสุดท้าย” หรือ “final tax” ดังนั้น ผู้มีเงินได้ที่ต้องเสียภาษีอัตราก้าวหน้าในอัตราสูง ๆ เช่น 20% - 37% ก็อาจเลือกวิธีที่จะเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าได้ เช่น กฎหมายให้สิทธิผู้มีเงินได้จากเงินปันผลจากกองทุนรวมเลือกเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% หรือจะเลือกนำเงินปันผลนั้นไปรวมเงินได้ปลายปีเพื่อคำนวณภาษี เราก็ควรเลือกเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ดีกว่า เพราะเท่ากับอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นต่ำที่สุดอยู่แล้ว

กลยุทธ์ 7 การกระจายหน่วยภาษี

เนื่องจากหลักเกณฑ์ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยเป็นแบบอัตราก้าวหน้า ยิ่งเงินได้มาก อัตราภาษียิ่งสูง การกระจายหน่วยภาษีเป็นหลาย ๆ หน่วยจะช่วยกระจายเงินได้ ทำให้ลดภาระภาษีเงินได้ เพราะเงินได้ที่เกิดในแต่ละหน่วยภาษีจะเริ่มเสียภาษีในอัตราต่ำ และแต่ละหน่วยภาษีต่างก็ยังมีสิทธิหักค่าลดหย่อนได้อีกด้วย การพิจารณาตั้งหน่วยภาษีใหม่ไม่ว่าจะเป็นในฐานะคณะบุคคลหรือบริษัทก็อาจเป็นอีกแนวทางหนึ่งซึ่งใช้ได้ในการวางแผนภาษี หรือในกรณีล่าสุด การที่กฎหมายอนุญาตให้สามี ภริยา สามารถแยกยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก็จะเป็นอีกช่องทางในการกระจายหน่วยภาษีได้

กลยุทธ์ 8 กระจายเงินได้ไปยังบุคคลที่มีเงินได้ต่ำกว่า

หากเรามีเงินได้สูง กฎหมายก็กำหนดให้เราต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราสูง สมมติเรามีเงินได้สุทธิเกินกว่า 4 ล้านบาท เงินได้ทุกบาทที่เราหาเพิ่มได้จะต้องเสียภาษีในอัตรา 37% ดังนั้นแทนที่เราจะนำเงินได้นั้นมาเพิ่มเป็นเงินได้ เราอาจนำเงินได้นั้นไปเป็นเงินได้ของคนอื่น เช่น พี่ น้อง ลูก ฯลฯ ซึ่งมีฐานเงินได้ต่ำกว่า มีฐานภาษีต่ำกว่า แทน ก็จะช่วยประหยัดภาษีได้อีกทางหนึ่ง

กลยุทธ์ทั้ง 8 ข้อนี้เป็นกลยุทธ์เพียงกลยุทธ์พื้นฐาน หากเราศึกษาให้ดี เราก็จะมีช่องทางที่จะสร้างผลตอบแทนของเงินออมเราได้ หากเราวางแผนภาษีได้อย่างถูกต้อง ผลตอบแทนจากการวางแผนภาษี เป็นผลตอบแทนที่ไม่มีความเสี่ยง คือ ได้แน่ๆ ไม่ผิดกฎหมาย และไม่ต้องเสียภาษีด้วย จำไว้นะครับ “รู้ลึกภาษี มั่งมีเงินออม”

ขอบคุณข้อมูลจาก คุณสาธิต บวรสันติสุทธิ์





back


Tag :
  • เกณฑ์เงินสด
  • กรมสรรพากร
  • วางแผนภาษี
  • รับเงิน
  • ประเมิน
  • รายได้
  • กฎหมาย