วัยที่เกี่ยวข้องกับบทความ

- วัยเริ่มสร้างครอบครัว
- วัยเริ่มการงานมั่นคง

หมวดที่เกี่ยวข้องกับบทความ

- การลงทุน

สาระน่ารู้



8 วิธีง่ายๆ ฟิตการเงินให้แข็งแรง

8 วิธีง่ายๆ ฟิตการเงินให้แข็งแรง

     1. ทำบัญชีควบคุมรายจ่าย

     เริ่มด้วยสำรวจดูว่าเราใช้จ่ายอะไรมากเกินไปหรือไม่จำเป็นรึปล่าว วิธีง่ายๆคือทำบัญชีรายรับรายจ่าย เพื่อนๆ สามารถดาวน์โหลดโปรแกรมบัญชีรายรับรายจ่าย ได้ที่ http://www.bot.or.th/Thai/ResearchAndPublications/Others/Documents/Saving2552.xls หรือ http://www.tsi-thailand.org/index.php?option=com_wrapper&Itemid=79 จะให้เราได้ทำบัญชีการเงินส่วนบุคคลและรู้ได้ว่าเงินของเรารั่วไหลไปกับค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

     2. ใช้บริการชำระเงินแบบอัตโนมัติ 

     ศาสตราจารย์เดวิด ลาอิบสันจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด รายงานการศึกษาสาเหตุของการตัดสินใจในการใช้จ่ายของคน ว่า สมองส่วนที่เกี่ยวกับอารมณ์ได้รับการกระตุ้นมากกว่าสมองส่วนที่ตัดสินใจด้วยเหตุผล จึงทำให้คนเราลังเลทุกครั้งที่จะออมเงิน หรือลังเลที่ระหว่างใช้เงินซื้อของที่ชอบกับเก็บไว้จ่ายค่าน้ำค่าไฟ วิธีแก้ไขง่ายๆ คือ ยกการตัดสินใจเรื่องเงินให้ระบบการหักบัญชี ไม่ว่าจะเพื่อการลงทุนหรือเพื่อการใช้จ่ายที่จำเป็นเช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าเคเบิลทีวี ฯลฯ วิธีนี้จะช่วยตัดปัญหาการชำระล่าช้า ทำให้ไม่โดนค่าปรับกรณีชำระล่าช้า ไม่เสียเครดิต และยังสร้างวินัยการออมเงินที่ดีด้วย สิ่งที่เราต้องทำก็เพียงคอยตรวจสอบยอดเงินในบัญชีให้เพียงพอสำหรับการหักบัญชีเท่านั้น

     3. อย่าเป็นหนี้ แต่ถ้าเป็น ก็ชำระหนี้ให้ตรงเวลา 

     เมื่อปี 2550 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค รายงานว่า 94% ของปัญหาที่เข้ามาที่มูลนิธิคือ เรื่องหนี้บัตรเครดิต คือ เป็นหนี้หลายบัตร เพิ่มเป็นหนี้หลายทาง ไม่มีความรู้ในการจัดการบริหารหนี้สิน ถูกติดตามทวงถามหนี้ที่ไม่เป็นธรรม ถูกฟ้องศาล ถูกบังคับคดี จึงควรระลึกไว้เสมอว่า บัตรเครดิตเป็นเพียงการเพิ่มอำนาจการซื้อในปัจจุบัน ไม่ได้เพิ่มเงินในกระเป๋า เมื่อเรายืมเงินธนาคารมาใช้ เราก็ต้องมีภาระต้องชำระคืน และดอกเบี้ยบัตรเครดิตเป็นที่รู้กันอยู่ว่าสูงมากถึง 20% ดังนั้นไม่จำเป็นจริงๆ ก็อย่าเป็นหนี้บัตรเครดิต ท่องเอาไว้ “ไม่ใช้ ไม่ซื้อ” แต่หากรูดบัตรเครดิตแล้ว ก็เตรียมเงินให้พอเพื่อชำระหนี้ภายในเวลาที่กำหนด และอย่าลืมดูว่ารายได้ของเรามั่นคงและมากเพียงพอสำหรับการชำระค่าใช้จ่ายจากบัตรหรือไม่ หากไม่พอ เรามีแผนรองรับปัญหาที่เกิดอย่างไร เช่น อาจต้องใช้วิธีชำระเงินบางส่วน ทำให้ต้องจ่ายดอกเบี้ย และหากชำระไม่ทันในเวลาที่กำหนด ต้องเสียค่าปรับในการชำระหนี้ล่าช้าด้วย แต่เมื่อไหร่ก็ตามหากมีปัญหาหนี้ ลองติดต่อชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล (http://debtclub.consumerthai.org/)

     4. ลดภาระภาษี “ประหยัดภาษีได้ 1 บาท เท่ากับมีรายได้เพิ่มขึ้น 1 บาท”

     ปีนี้รัฐบาลลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เป็น 23% และจะลดต่อในปีหน้าอีกเป็น 20% แต่สำหรับบุคคลธรรมดาอย่างพวกเรายังต้องเสียอัตราสูงเหมือนเดิมที่ 30% แปลว่า ทุก 100 บาทที่เราหาได้ รัฐบาลจะเอาไป 30 บาท หรือ มองอีกอย่างก็คือ ในทุกๆ ปีที่เราทำงาน เราทำงานเพื่อตัวเองและครอบครัวเพียง 8.4 เดือน อีก 3.6 เดือนทำให้รัฐบาล ดังนั้น หากเราสามารถวางแผนภาษีได้ดี เราก็สามารถเพิ่มเงินออมสำหรับคนที่เรารักได้มากขึ้น
 
     การประหยัดภาษีไม่จำเป็นต้องผิดกฎหมาย และไม่ได้หมายความว่าไม่รักชาติ (เพียงแต่เรารักตัวเองมากกว่า) มีหลายวิธีที่ช่วยให้ประหยัดภาษี เช่น ใช้สิทธิประโยชน์ด้านค่าลดหย่อน การวางแผนรูปแบบรายได้ ฯลฯ

     5. ฟิตร่างกายให้พร้อม ฟิตเงินให้แข็งแรง

     มีคำกล่าวๆว่า “ความสุขที่คนเราต้องการมี 3 สุข คือ สุขกาย สุขใจ และสุขเงิน แต่ทั้ง 3 สุขมักมาไม่พร้อมกัน ตอนหนุ่มสาวก็มักสุขกาย แต่ไม่สุขเงิน ไม่สุขใจ วัยกลางคนก็มักสุขเงิน แต่ไม่สุขใจ ไม่สุขกาย ตอนเกษียณ ก็มักสุขใจ แต่ไม่สุขกาย ไม่สุขเงิน”

     ถ้าอยากมีพร้อมทั้ง 3 สุข ต้องฟิตร่างกาย และฟิตเงินให้แข็งแรง ฟิตร่างกาย คือ ดูแลสุขภาพ สมดุลระหว่างงานกับส่วนตัวให้ดี พัฒนาความรู้ความสามารถของตนเองเสมอ (เพื่อจะได้หาเงินได้มากขึ้น) และฟิตเงิน ก็คือ อย่าให้เงินนอนเล่นอยู่ในธนาคาร เดี๋ยวเงินเป็นอัมพาต ไม่ยอมโต เราต้องรู้จักให้เงินทำงานบ้างด้วยการลงทุนในรูปแบบต่างๆ

     6. ประกันไม่ใช่แค่ควรซื้อ

     “สิ่งที่แน่นอนที่สุด คือ ความไม่แน่นอน” ไม่มีใครคาดเดาอนาคตถูก ทุกอย่างเกิดขึ้นได้เสมอ ขนาดพระพุทธเจ้ายังทรงย้ำในปัจฉิมโอวาทเลยว่า “อย่าประมาท” ตอนนี้เรายังแข็งแรงอยู่ ลองคิดดูว่า ถ้าเราเจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือ เสียชีวิต อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง เรามีแผนป้องกันเรื่องเหล่านั้นอย่างไร ขนาดรถ ยังต้องมีกันชน มีถุงลมนิรภัย เราเตรียมอะไรบ้องกันตัวเราไว้บ้าง ประกันเป็นคำตอบที่ดี เพราะช่วยโอนความเสี่ยงจากที่เราต้องรับเองไปให้บริษัทประกันรับแทน อย่างที่บอก ประกันไม่ใช่แค่ควรซื้อ แต่จำเป็นต้องซื้อ

     7. ตัวเราอีกคนกำลังรอเราอยู่

     ขณะที่เรากำลังทำงานหาเงินอยู่ อย่าลืมนะว่ามีตัวเราอีกคนรอใช้เงินที่เราหาตอนเกษียณ ประเทศไทยตอนนี้เป็นสังคมผู้สูงอายุแล้ว และภายในปี 2571 สัดส่วนประชากรวัยสูงอายุต่อประชากรรวมเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10.12 เป็นร้อยละ 20.22 หมายถึงคนไทยทุก 5 คนจะมีคนแก่ 1 คน (แล้วใครจะเลี้ยงเราหล่ะ) และข่าวร้าย ก็คือ ช่วงชีวิตหลังเกษียณจะยาวขึ้น 2 เท่า จาก 20 -25 ปี เป็น 40 – 50 ปี ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ การออมเงินเพื่อวัยเกษียณจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณไม่สามารถมองข้ามได้ ดังนั้นจง สมัครเป็นสมาชิกของระบบการออมเพื่อชราภาพ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนประกันสังคม กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ฯลฯ และแม้เราอาจขาดทุนจากการลงทุนในกองทุนดังกล่าว อย่าเพิ่งล้มเลิกความตั้งใจที่จะออมเงิน โดยเฉพาะหลายๆกองทุนที่นอกจากให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว เรายังได้รับเงินสมทบจากนายจ้างหรือรัฐบาลอีกด้วย

     และแม้เราจะสามารถถอนเงินออกจากกองทุนบางกองทุนได้ก็ไม่ควรทำ เพราะคุณจะเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษี และอาจต้องเสียภาษีเมื่อคุณทำผิดเงื่อนไขการลงทุน

     8. พูดตรงไปตรงมาและเปิดเผยเกี่ยวกับเรื่องเงิน

     ตอนมีเรื่องดีๆ เรายังเล่าให้ครอบครัวฟัง ดังนั้น หากเรามีปัญหาเรื่องเงิน เช่น ไม่สามารถผ่อนค่างวดรถหรือหนี้ท่วม เราก็ควรปรึกษาครอบครัวแต่เนิ่นๆ เช่นกัน เมื่อปัญหายังเล็ก เรายังมีทางเลือกมากมายในการแก้ไข การพูดคุยจะช่วยให้เราได้รับคำแนะนำที่ดีในการแก้ไขปัญหา หรือ อาจได้รับการช่วยเหลือทางการเงิน และความมั่นคงปลอดภัยที่รู้ว่า ครอบครัวพร้อมจะช่วยเหลือคุณอยู่เสมอในยามลำบาก


ขอบคุณข้อมูลจาก คุณสาธิต บวรสันติสุทธิ์





back


Tag :
  • เงิน
  • ชำระเงิน
  • ภาษี
  • วางแผนการเงิน
  • ประหยัดภาษี
  • การเงิน
  • ภาษีเงินได้นิติบุคคล