วัยที่เกี่ยวข้องกับบทความ

- วัยเริ่มทำงาน
- วัยเริ่มสร้างครอบครัว

หมวดที่เกี่ยวข้องกับบทความ

- การลงทุน

สาระน่ารู้



การทำสัญญากู้ยืมเงินที่ไม่เสียเปรียบ

การทำสัญญากู้ยืมเงินที่ไม่เสียเปรียบ

     ในบางครั้งเมื่อมีความจำเป็น เพื่อนๆ อาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงการกู้ยืมเงินได้ และแน่นอนว่าในช่วงเวลาที่เราร้อนเงินจริงๆ นั้น อำนาจต่อรองของเราย่อมมีน้อยกว่าเจ้าหนี้อย่างแน่นอน แต่หากเราพอรู้กฎหมายบ้าง เราสามารถลดความเสียเปรียบในการทำสัญญากู้ยืมเงินได้

     กฎหมายที่เกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ซึ่งผมขอนำสาระที่สรุปไว้ ๗ ประเด็น มาให้รับทราบกัน ดังนี้

     ๑. หลักฐานการกู้ยืมเงินและการใช้เงินต้องมีอย่างไร?
     การกู้ยืมจะสามารถฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ก็ต่อเมื่อมีการผิดนัดหรือไม่ชำระหนี้ที่กู้ยืมนั้น และต้องเป็นไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๕๓ วรรคหนึ่ง กล่าวคือ “การกู้ยืมเงินกว่า ๒,๐๐๐ บาทขึ้นไป ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้” ดังนั้น หากกู้ยืมเงินกันตั้งแต่ ๒,๐๐๑ บาท ก็ต้องมีการทำหลักฐานแห่งการกู้กันไว้เป็นหนังสือซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดรูปแบบวิธีการเขียนไว้ เพียงแต่ต้องมีใจความครบถ้วนว่า กู้ยืมเมื่อใด ใครเป็นผู้กู้ ใครเป็นผู้ให้กู้ กู้เงินจำนวนเท่าไร ดอกเบี้ยเท่าไรต่อเดือนหรือต่อปี มีกำหนดใช้เงินคืนกันเมื่อไร และที่สำคัญต้องให้ผู้กู้ลงลายมือชื่อไว้ในหลักฐานแห่งการกู้นั้นด้วย ไม่เช่นนั้นก็ฟ้องร้องบังคับให้ชำระหนี้ไม่ได้

     ๒. การที่ผู้กู้เงินพิมพ์ลายนิ้วมือแทนการลงลายมือชื่อจะบังคับได้ไหม?
     หากผู้กู้ลงลายมือชื่อไว้ไม่ได้ ก็สามารถพิมพ์ลายนิ้วมือไว้ในหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้ แต่ต้องมีพยาน รับรองลายพิมพ์นิ้วมือ ๒ คน ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๙ วรรคสอง เช่นเขียนว่า ข้าพเจ้านาย ก. และนาย ข. ขอรับรองว่าเป็นลายพิมพ์นิ้วมือของนาย ล. ผู้กู้ แล้วให้นาย ก. และนาย ข. ลงลายมือชื่อไว้ด้วย

     ๓. หลักฐานแห่งการกู้ยืมที่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข
     หากการแก้ไขหลักฐานการกู้ยืมในระหว่างที่ยังทำเอกสารหลักฐานนั้นไม่เสร็จตามความประสงค์ของคู่กรณี
แม้ไม่ลงชื่อกำกับไว้ก็เป็นหลักฐานการกู้ยืมที่สมบูรณ์ เช่น ขณะเขียนสัญญากู้ยืมเงินมีการเขียนหรือกรอกตัวเลขผิดไม่เป็นไปตามความประสงค์ของคู่สัญญา และมีการขีดฆ่าแก้ไขในขณะนั้นก็ใช้ได้ แต่ข้อนี้ควรระมัดระวัง เพราะเมื่อไม่มีพยานหลักฐานมั่นคง หรือจับได้ไม่มั่นคั้นไม่ตาย ก็จะมีการกล่าวอ้างว่าเป็นการปลอมแปลงสัญญากู้ยืมเงิน ต้องพิสูจน์กันยาว และอาจแตกหน่อแตกกอเป็นคดีอาญาอีก ทางที่ดีก็ให้ลงลายมือชื่อกำกับไว้ก็สิ้นเรื่อง

      ๔. การแก้ไขหลักฐานการกู้ยืมเงินที่สมบูรณ์แล้ว
     หากภายหลังที่ได้ทำหลักฐานการกู้ยืมเงินเสร็จสิ้นไปแล้ว ต่อมามีการกู้เงินเพิ่มเติม โดยไม่ได้ทำหลักฐานการกู้ยืมขึ้นมาใหม่ แต่ได้ไปขีดฆ่าเฉพาะจำนวนเงินในสัญญากู้เงินเดิม แล้วเขียนจำนวนเงินเพิ่มขึ้นตามจำนวนที่กู้ไปทั้งสองครั้งรวมกัน โดยผู้กู้มิได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้ ถือว่าการกู้ยืมเงินเฉพาะครั้งแรกเท่านั้นที่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้ ส่วนการกู้ยืมครั้งหลังไม่มีหลักฐาน ส่งผลให้ผู้กู้รับผิดเฉพาะการกู้ยืมเงินครั้งแรกเท่านั้น ดังนั้น กู้เงินกันแต่ละครั้ง ก็ควรเขียนสัญญากันใหม่ทุกครั้ง

     ๕. การนำสืบว่ามีการใช้หนี้เงินกู้แล้วจะทำอย่างไร?
     ปัญหาที่พบมากก็คือ ผู้กู้ชำระหนี้เงินกู้ครบแล้ว แต่ไม่ได้ขอสัญญากู้คืนมาจากผู้ให้กู้ ต่อมาเมื่อถูกฟ้องร้องก็อ้างว่าชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว กรณีนี้ ป.พ.พ. มาตรา ๖๕๓ วรรคสอง บัญญัติไว้ชัดเจน กล่าวคือ “ในการกู้ยืมเงินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ จะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืม หรือหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว” ดังนั้น ถ้าไม่มีการบันทึกไว้ในสัญญากู้หรือทำบันทึกไว้ต่างหากว่าผู้กู้ชำระหนี้เงินกู้ ฉบับลงวันที่ใด ไว้จำนวนเท่าใด และได้ลงลายมือชื่อผู้ให้กู้ไว้ หรือสัญญากู้นั้นกลับคืนมาอยู่ในมือผู้กู้เพราะได้ชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว (ไม่ใช่ไปขโมยกลับมา) หรือมีการขีดฆ่าเพิกถอนไว้ในสัญญากู้ฉบับนั้นแล้ว ก็จะนำมาอ้างว่าได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้ให้กู้ไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม กรณีนี้เป็นการห้ามนำสืบเฉพาะการใช้เงินชำระหนี้ที่มีการกู้ยืมเงินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือเท่านั้น แต่ไม่ได้ห้ามการนำสืบกรณีใช้ทรัพย์สินอย่างอื่นชำระหนี้แทนเงิน หมายความว่า ถ้าจะอ้างว่าหนี้ตามสัญญาเงินกู้นั้นมีการชำระแล้วโดยการชำระหนี้ด้วยแก้ว แหวน ทอง มะม่วง มังคุด ฯ ก็สามารถนำสืบหักล้างว่ามีการชำระหนี้แล้วได้ ซึ่งก็คงต้องมีพยานบุคคล พยานหลักฐานอื่น มาประกอบให้เห็นชัดเจนด้วย

      ๖. คิดดอกเบี้ยเงินกู้เกินร้อยละ ๑๕ ได้ไหม?
      กฎหมายห้ามคิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ ๑๕ ต่อปี (ร้อยละ ๑.๒๕ บาทต่อเดือน) แต่ถ้าผู้กู้ได้ชำระดอกเบี้ยที่เกินอัตราให้แก่ผู้ให้กู้ไปแล้ว ถือเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจก็จะเรียกดอกเบี้ยที่เกินอัตรานั้นคืนไม่ได้ นอกจากนี้ ในกรณีผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ ๑๕ ต่อปี ยังเป็นการขัดต่อกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง คือ พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๔๗๕ มีผลให้ดอกเบี้ยต้องตกเป็นโมฆะทั้งหมด และผู้ให้กู้อาจถูกดำเนินคดีอาญาได้ด้วย สำหรับในกรณีที่ถ้าในสัญญากู้ยืมเงินหรือหลักฐานกู้ยืมเงินไม่ได้กำหนดไว้ว่าจะคิดดอกเบี้ยกันในอัตราเท่าใด เมื่อมีการฟ้องร้องกัน ผู้ให้กู้ก็จะคิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละ ๗.๕ ต่อปีเท่านั้น

     ๗. ผู้กู้และผู้ให้กู้ยอมรับของอื่นแทนเงินที่กู้ได้ไหม?
     ถ้าทำสัญญากู้ยืมเงินกัน และผู้กู้ยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นแทนการชำระเงินที่กู้ยืมก็ได้ โดยให้คิดเป็นหนี้ค้างชำระเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้นในเวลาและสถานที่ส่งมอบ เช่น การเอาแหวนเพชรใช้แทนเงินกู้ ก็ต้องคิดราคาแหวนเพชรตามราคาท้องตลาดในเวลาและสถานที่ที่มีการส่งมอบแหวนเพชรชำระหนี้แทนเงินกู้ เพื่อให้รู้ว่ามีการชำระหนี้ไปแล้วเท่าใด ครบถ้วนหรือไม่

     กรณีข้างต้น เป็นเรื่องการกู้ยืมเงินที่เป็นปกติระหว่างผู้กู้กับผู้ให้กู้ แต่ในปัจจุบัน การกู้เงินนอกระบบ มีการทำสัญญาเอารัดเอาเปรียบผู้กู้ไว้ในทุกด้าน และขัดต่อกฎหมายดังที่กล่าวมาข้างต้น และผู้กู้มักอยู่ในสภาพจำยอมที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เนื่องจากมีความต้องการใช้เงินด่วน ซึ่งหากไม่มีวินัยในการออม ก็ต้องยอมให้เขาเอาเปรียบอยู่ต่อไปนั่นเอง


ขอบคุณข้อมูลจาก คุณสาธิต บวรสันติสุทธิ์





back


Tag :
  • กู้ยืมเงิน
  • ลายพิมพ์นิ้วมือ
  • ฟ้องร้อง
  • ลายมือชื่อ
  • สัญญากู้ยืมเงิน