หมวดที่เกี่ยวข้องกับบทความ

- การลงทุน

สาระน่ารู้



ซื้อของ Online ระวังโดน lie

ซื้อของ Online ระวังโดน lie

     เชื่อหรือไม่ จากผลการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคออนไลน์ของนีลเส็นที่ทำการสำรวจในไตรมาส 1 ปีนี้ พบว่า คนไทย (73%) ใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าอุปโภคบริโภคมากเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค โดยครึ่งหนึ่งสืบค้นบนโลกออนไลน์ เป็นกิจวัตรทุกวัน และชาวเน็ตไทยถึง 4 ใน 10 คนซื้อสินค้าออนไลน์อย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง 

แล้วคนไทยชอบซื้ออะไรบนเน็ต
     • การท่องเที่ยวและการคมนาคม เช่น การจองที่พัก จองตั๋วโดยสาร เป็นสินค้าและบริการที่คนไทยนิยมซื้อผ่านทางอินเตอร์เน็ตมากที่สุด (39%)
     • รองลงมาคือเกมส์คอมพิวเตอร์และคอมพิวเตอร์ซอฟท์แวร์ (28%)
     • ซื้อเสื้อผ้าจากอินเตอร์เน็ต (20%)

ปัจจัยอะไรทำให้คนไทยสนใจซื้อของ online
     • ราคาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคสำหรับผู้บริโภคไทย (58%)
     • ข้อมูลบนฉลากสินค้า (57%)
     • ปัจจัยทางด้านสุขภาพ (54%)

แม้การซื้อของ online จะเริ่มเข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตคนไทยมากขึ้น แต่การซื้อของ online ก็มีความเสี่ยงอยู่เหมือนกัน วันนี้จึงขอนำข้อชี้แนะ 5 ประการเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการซื้อของ online ดังนี้
     1. ตรวจสอบระบบผ่าน เพราะถึงแม้จะมีรูปกุญแจปรากฏที่ด้านล่างของบราวเซอร์ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัย สำหรับการเข้าหน้าเว็บไซต์ที่ต้องใส่ชื่อ ข้อมูลส่วนตัว รวมทั้งข้อมูลบัตรเครดิตของคุณ ขอให้แน่ใจว่า URL Address ในหน้านั้นต้องทำผ่านหรือเป็น Address ที่ขึ้นต้นด้วย https เท่านั้น
     ในกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์นั้นๆ เราสามารถดับเบิลคลิ๊กที่ไอคอนรูปกุญแจที่ด้านล่างของเบราเซอร์เพื่อเพื่อดูว่าเว็บนั้นๆ มีรายละเอียดเกี่ยวกับประกาศนียบัตรทางด้านความปลอดภัย (Security Certificate) หรือไม่และประกาศนียบัตรนั้นเป็นของเว็บไซต์นั้นจริงหรือเปล่า

     2. ไม่ใช้บัตรเดบิต ในการซื้อของผ่านทางออนไลน์การใช้บัตรเครดิตจะมีข้อได้เปรียบกว่าการใช้บัตรเดบิตโดยที่เจ้าของบัตร สามารถร้องเรียนกับทางธนาคารเจ้าของบัตรได้ในกรณีที่พบรายการผิดปกติในใบแจ้งยอดประจำเดือนนั้น และสามารถจัดการกับรายการผิดปกตินั้น แต่ถ้าเป็นการใช้บัตรเดบิตจะเป็นการหักเงินจากบัญชีทันทีซึ่งการร้องเรียนกับธนาคารเจ้าของบัตรในกรณี ที่มีการพบรายการผิดปกติจะทำได้ยากกว่า

     3. อย่าคลิก Link ที่มากับอีเมล เราอาจได้รับอีเมลมากมายที่ชวนให้จับจ่ายซื้อของผ่านเว็บไซต์ต่างๆ แต่สิ่งที่สำคัญคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่า อีเมลนั้นส่งมาจากร้านค้าที่มีตัวตนจริง หรือเป็นอีเมลปลอมกันแน่
ดังนั้น หากเราต้องการเข้าเว็บไซต์จาก link ที่แนบมากับอีเมลขอแนะนำให้เปิดบราวเซอร์ขึ้นมาใหม่ และเอา URL Address นั้นพิมพ์ที่ช่องใส่ URL ด้วยตนเอง แต่ในกรณีที่ URL Address ยาวมาก และเราไม่มีเวลา อาจใช้วิธีพิมพ์โดเมนเนมของเว็บไซต์นั้น และคลิกที่ link ที่เราต้องการจะเข้าจากหน้า Home ของเว็บไซต์นั้นๆ แทน

     4. อย่าไว้ใจอะไรง่ายๆ ถ้าเริ่มไม่ไว้ใจเว็บไซต์นั้นๆ ที่เข้าไปเยี่ยมชมหรือเริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลกับข้อเสนอที่ให้มา ให้เปลี่ยนไปเข้าเว็บอื่นแทนจะดีกว่า เพราะอาจจะถูกหลอกกับข้อเสนอที่ดีเกินความเป็นจริงหรือโดนเว็บนั้นแอบทำมิดีมิร้าย เช่น แอบเอามัลแวร์ (Malware) มาลงกับเครื่องของเราผ่านทางบราวเซอร์ โดยที่เราไม่รู้ตัวก็เป็นได้

     5. ระมัดระวังการให้ข้อมูลส่วนตัว โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับการจ่ายเงิน โดยปกติข้อมูลที่เว็บไซต์ช้อปปิ้งทั่วไปต้องการ ก็จะเป็นแค่ ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ ที่จะจัดส่งใบแจ้งหนี้ หมายเลขบัตรเครดิต วันหมดอายุของบัตร และโค้ด CCV2 ด้านหลังบัตร บางเว็บไซต์อาจต้องการข้อมูลเพิ่มเติม เช่น อีเมลแอดเดรส หรือเบอร์โทรศัพท์ของเรา เพื่อเพิ่มความสะดวกในการจัดส่งของ แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เราจะให้ข้อมูลดังกล่าวควรตรวจสอบในเงื่อนไขว่าเว็บไซต์นั้นจะเก็บข้อมูลส่วนตัวของเราเป็นความลับหรือไม่

     นอกจากข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่ต้องให้ข้อมูลอื่น ๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นรหัสส่วนตัวของบัตร (PIN) หรือข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ เพราะเว็บไซต์ที่ทำธุรกิจอย่างถุกต้อง จะไม่ถามข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ หากเราพบเว็บไซต์ต่างๆ ที่ถามข้อมูลเกินพอดีเหล่านี้ ให้หยุดการทำธุรกรรมกับเว็บไซต์นั้นทันที และแจ้งธนาคารหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รับทราบ

ขอบคุณข้อมูลจาก คุณสาธิต บวรสันติสุทธิ์





back


Tag :
  • พฤติกรรมผู้บริโภค
  • ออนไลน์
  • อินเตอร์เน็ต
  • สืบค้น
  • ข้อมูล
  • สินค้าอุปโภค
  • สินค้าบริโภค
  • กิจวัตรประจำวัน
  • internet