หมวดที่เกี่ยวข้องกับบทความ

- การลงทุน

สาระน่ารู้



จัดสรรเงินลงทุนอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

จัดสรรเงินลงทุนอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

 “ถ้าผมมีเงินเพื่อการลงทุนอยู่ก้อนหนึ่ง ผมควรจะจัดสรรเงินลงทุนของผมอย่างไรดี?”

นี่คือคำถามที่เราได้ยินกันบ่อยๆ สำหรับหลายๆคน การลงทุนคือการฝากธนาคาร หรือเล่นหุ้นเพียงอย่างเดียว แต่ในปัจจุบันโอกาสทางการลงทุนเปิดกว้างขึ้นมาก ทั้งจากการพัฒนาของภาคการเงิน และการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ต่างๆ ทำให้ทางเลือกในการลงทุนมีหลากหลายมากขึ้น การจัดสรรเงินลงทุนจึงทำได้อย่างหลากหลายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผมขอคุยถึงหลักการสี่ข้อที่น่าจะนำมาใช้ในการจัดสรรเงินลงทุนของท่าน

1. รู้จักทางเลือก
ลำดับแรกคือเราต้องรู้ว่ามีทางเลือกอะไรในการลงทุนบ้าง นอกเหนือจากการเล่นหุ้นและการฝากเงินในธนาคาร และการเลือกลงทุนอย่างฉลาดจะช่วยให้เงินทำงานแทนเราได้หนักขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราฝากธนาคารบัญชีออมทรัพย์เราได้ผลตอบแทนต่อปีน้อยกว่า 1% แต่การซื้อกองทุนตลาดเงินมีสภาพคล่องไม่ต่างจากการฝากเงินนัก แต่ให้ผลตอบแทนมากกว่าถึงสามเท่า

ปัจจุบันทางเลือกทางการลงทุนเปิดกว้างมากขึ้น มีการลงทุนที่เหมาะกับความต้องการของเราทั้งในด้านระยะเวลา สภาพคล่อง ผลตอบแทน ปัจจัยที่ผลต่อผลตอบแทน และระดับความเสี่ยง เราจึงควรรู้จักทางเลือกเหล่านี้ไว้และอย่าดูถูกพลังของผลตอบแทนนะครับ มีกฎง่ายๆ ที่เรียกว่า “กฎของ 70” ถ้าคุณอยากรู้ระยะเวลาที่ทำให้เงินของคุณเพิ่มค่าขึ้นเป็นสองเท่า ท่านว่าให้เอา 70 หารด้วยผลตอบแทนที่ได้รับต่อปี (เป็นเปอร์เซ็นต์) เป็นต้นว่า ถ้าคุณหาทางทำให้เงินของคุณงอกเงยได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละร้อยละเจ็ดทุกปี เงินของคุณจะเพิ่มค่าเป็นสองเท่าได้ในเวลาประมาณสิบปี และถ้าคุณสามารถหาช่องทางการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยได้ถึงร้อยละสิบ เงินของคุณจะเพิ่มค่าได้สองเท่าในเวลาแค่ประมาณเจ็ดปี แต่ถ้าคุณยังฝากเงินทั้งหมดของคุณไว้ในบัญชีออมทรัพย์ มีโอกาสที่อาจจะต้องใช้เวลาถึงเจ็ดสิบปีหรือมากกว่าที่เงินของคุณจะเพิ่มขึ้นสองเท่า

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราต้องรู้ด้วยว่าการลงทุนแต่ละแบบมีความเสี่ยง นั่นนำไปสู่หลักข้อสองของผม

2. รู้จักความเสี่ยง
การลงทุนมีความเสี่ยงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะน้อยนิดหรือคาดการณ์ได้ยากขนาดไหน ความเสี่ยงจากการลงทุน เกิดจากการที่ผลตอบแทนที่เราได้จริงๆ ต่างไปจากผลตอบแทนที่เราคาดว่าจะได้จากการลงทุน ซึ่งอาจจะเกิดการความผันผวนของราคาสินทรัพย์ การผิดนัดชำระหนี้ หรือสภาพคล่องในตลาดมีน้อย ทำให้ขายของไม่ได้ราคาที่หวังไว้

การถือเงินสดก็ยังมีความเสี่ยงที่เงินของเราจะเสียความสามารถในการใช้จ่ายถ้าเงินเฟ้อสูงขึ้น หรือการฝากธนาคารหรือซื้อพันธบัตรรัฐบาลก็มีความเสี่ยง อย่างที่เราเคยผ่านมาช่วงปี 2540 หรือที่เราได้ยินจากวิกฤตด้านการคลังในยุโรป แม้จะเป็นความเสี่ยงที่ค่อนข้างต่ำ นอกจากนี้ราคาตลาดของพันธบัตรยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนไป การเล่นหุ้นไม่ต้องพูดถึงครับ เราเห็นหุ้นวิ่งขึ้นลงวูบวาบกันจนเป็นเรื่องธรรมดา
โดยทั่วๆไปสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนสูง มักจะมีความเสี่ยงสูง และในทางกลับกันสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ก็มักให้ผลตอบแทนที่ต่ำด้วย

3. รู้จักบริหารความเสี่ยง
การจัดสรรเงินลงทุนเป็นเรื่องของการบริหารผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับภายใต้ระดับความเสี่ยงที่เรารับได้ หนึ่งในหลักการการลงทุน (รวมถึงเรื่องอื่นๆในชีวิตด้วย) ที่ได้ยอมรับกันโดยทั่วไปคือ การกระจายความเสี่ยง (diversification) ฝรั่งมีคำไว้พูดว่า อย่าเอาไข่ทั้งหมดใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียว (do not put all eggs in one basket) ในการลงทุนนั่นหมายถึงว่า เราไม่ควรเอาชีวิต (และเงินลงทุน) ไปผูกไว้กับการลงทุนอันใดอันหนึ่ง (ไม่ว่าการลงทุนนั้นจะน่าสนใจขนาดไหนก็ตาม

สินทรัพย์แต่ละชนิดมักจะมีวงจรขึ้นลงที่ไม่ตรงกัน ในเมื่อเราไม่รู้อนาคตอย่างชัดเจน การเลือกกระจายความเสี่ยงไปในหลายๆด้าน ทำให้เราสามารถได้รับประโยชน์จากการลงทุน และสามารถลดระดับความผันผวนของการลงทุนโดยรวมได้ โดยที่เราก็สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนให้สอดคล้องกับความเห็นเกี่ยวกับการลงทุนของเราในแต่ละช่วงเวลา

ในขณะเดียวกัน เราก็ควรติดตาม และตรวจวัดระดับความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการลงทุนอยู่ตลอดเวลา ถ้ามีเหตุการณ์ที่ทำให้ระดับความเสี่ยงเปลี่ยนไป เราก็ควรพร้อมจะตัดสินใจปรับแนวทางการลงทุนให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่เรารับได้
ในระยะยาว เราพบว่าการลงทุนในตราสารทุนให้ผลตอบแทนที่ชนะสินทรัพย์อื่นๆ แต่นั่นก็มาพร้อมกับความเสี่ยง คำถามคือเราจะยอมรับในความเสี่ยงได้ขนาดไหน และยอมทนถือการลงทุนได้ยาวนานเพียงใด

4. รู้จักตัวเอง
สุดท้าย แต่สำคัญที่สุด คือนักลงทุนต้องรู้จักตัวเองและรู้จักความต้องการของตัวเอง ตัวอย่างเช่น จุดประสงค์การลงทุนของคุณคืออะไร? คุณต้องการรักษาอำนาจการซื้อของเงิน เพิ่มมูลค่าของเงิน หารายได้ที่มั่นคงไว้ใช้ หรือเก็บเงินไว้ใช้ยามเกษียณ

คุณมีความสามารถยอมรับความเสี่ยงได้เท่าไร? ยอมรับที่จะเห็นพอร์ตการลงทุนติดลบได้หรือไม่ ถ้าต้องแลกโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น กับโอกาสที่จะเห็นมูลค่าเงินลงทุนติดลบ เราจะยอมหรือไม่

คุณต้องการใช้เงินที่จะนำไปลงทุนเมื่อไร? ถ้ามีความต้องการใช้ที่แน่นอน ก็ควรลงทุนในทางเลือกที่สอดคล้องกัน ถ้ามีระยะเวลาในการลงทุนยาว คุณก็มีโอกาสจะเลือกลงทุนในทางเลือกที่เสี่ยงมากขึ้น และมีโอกาสขาดทุนในการลงทุนลดลง

คำถามเหล่านี้ ไม่มีคนตอบได้นอกจากตัวคุณเอง ที่ปรึกษาทางการเงินอาจจะให้คำปรึกษา และมีเครื่องมือที่ช่วยวัดระดับความสามารถในการรับความเสี่ยงของคุณ เพื่อช่วยในการจัดพอร์ตของคุณอย่างเหมาะสม แต่คุณยังคงต้องตัดสินใจเรื่องพวกนี้อยู่ดี

นอกเหนือจากหลักการเหล่านี้ การหาความรู้เกี่ยวกับการลงทุน มุมมองและสไตล์การลงทุน บางคนพบว่าตัวเองชอบซื้อขายหุ้นทุกวัน วันละหลายครั้ง บางคนชอบลงทุนแบบซื้อแล้วทิ้งไว้ยาวๆ การเลือกเอาแนวทางการลงทุนมาใช้ให้เหมาะสมกับตัวคุณเองก็เป็นสิ่งสำคัญ และคุณจะพบว่าการลงทุนสนุกกว่าที่คุณคิด

ขอให้มีโชคดีและมีความสุขกับการลงทุนครับ

(บทความโดย ดร. พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้าทีมวิจัยลูกค้าบุคคล บล. ภัทร จำกัด (มหาชน) )

หมายเหตุ - ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของ บล. ภัทร จำกัด (มหาชน) แต่อย่างใด





back


Tag :
  • การวางแผน
  • การลงทุน
  • บริหารความเสี่ยง
  • การจัดสรร
  • ซื้อขายหุ้น