วัยที่เกี่ยวข้องกับบทความ

- วัยเริ่มการงานมั่นคง

หมวดที่เกี่ยวข้องกับบทความ

- ลงทุนกับเราตั้งเป้าได้เป็นล้าน

สาระน่ารู้



พอร์ต 1 ล้านสร้างความมั่นคง

พอร์ต 1 ล้านสร้างความมั่นคง

หลายๆ คนที่ทำงานหนักจนสามารถมีเงินเก็บได้ถึง 1 ล้านบาท คงไม่อยากจะฝากไว้ในธนาคารเพื่อรอรับดอกเบี้ยเฉยๆ การลงทุนกับตลาดหุ้นจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากคนหมู่มาก ที่อยากจะสร้างกำไรจากเงินเก็บของตัวเอง ถึงแม้ว่าการลงทุนกับตลาดทุนนั้น ผู้ลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้เป็นเท่าตัว แต่นั่นก็มักจะมาพร้อมกับความเสี่ยงที่มากตามเสมอ

พอร์ต 1 ล้านสร้างความมั่นคง พอร์ต 1 ล้านสร้างความมั่นคง
หลายๆ คนที่ทำงานหนักจนสามารถมีเงินเก็บได้ถึง 1 ล้านบาท คงไม่อยากจะฝากไว้ในธนาคารเพื่อรอรับดอกเบี้ยเฉยๆ การลงทุนกับตลาดหุ้นจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากคนหมู่มาก ที่อยากจะสร้างกำไรจากเงินเก็บของตัวเอง ทุกคนรู้ดีว่าการฝากเงินกับธนาคารนั้นได้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างแน่นอน และมีความเสี่ยงต่ำมากหรือแทบจะไม่มีเลย แต่การลงทุนกับตลาดทุนนั้น ผู้ลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้เป็นเท่าตัว แต่นั่นก็มักจะมาพร้อมกับความเสี่ยงที่มากตามเสมอ เช่นคำพูดที่ว่า High risk, High return เพราะฉะนั้นหากตัดสินใจที่จะลงทุนในตลาดทุนแล้ว นักลงทุนที่ดีนั้นควรที่จะศึกษาเกี่ยวกับตลาดทุนให้ดีเสียก่อน และพร้อมที่จะยอมรับกับความเสี่ยงที่จะตามมา สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่นักลงทุนที่ดีควรทำนั้น นั่นก็คือ การสำรวจตัวเองว่าเหมาะสมกับสไตล์การลงทุนแบบไหน และสามารถรับความเสี่ยงได้มากเพียงใด

สไตล์ของนักลงทุนในตลาดทุนนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ Value Growth และ Blend investing style ซึ่งในแต่ละสไตล์ นอกจากจะมีการเลือกหุ้นที่แตกต่างกันแล้ว ยังให้ความเสี่ยงที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย

1. Value Investing Style หรือ การลงทุนหุ้นลักษณะหุ้นคุณค่า - หุ้นคุณค่า หรือ Value Stocks นั้นสามารถอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ก็คือ เป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดีและมีราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าเหมาะสมหรือราคาที่ควรจะเป็น ส่วนมากมีสาเหตุเนื่องมาจากเป็นบริษัทที่มีการเติบโตอย่างเต็มที่แล้ว ผลการดำเนินงานเติบโตไม่โดดเด่น ทำให้นักลงทุนเพิกเฉยไม่สนใจ เพราะฉะนั้นกิจการประเภทนี้จึงให้ผลตอบแทนเงินปันผลที่สูง เพราะว่ากำไรส่วนใหญ่ไม่ได้เอาไปใช้กับการขยายกิจการ ลักษณะสำคัญทางด้านปัจจัยพื้นฐานของหุ้นคุณค่า ได้แก่

 

1. อัตราการขยายตัวของสินทรัพย์ รายได้ และกำไร มีค่าต่ำ
2. อัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น หรือ Price/Earnings Ratio (P/E) มีค่าต่ำ
3. อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น หรือ Price/Book Value Ratio (P/BV) มีค่าต่ำ
4. อัตราผลตอบแทนเงินปันผล หรือ Dividend Yield สูง

นักลงทุนลักษณะหุ้นคุณค่า หรือ Value Stock Investors นั้นยังสามารถแบ่งออกได้อีกเป็น 4 ประเภทย่อย ได้แก่
1. Intrinsic Value Investors นักลงทุนกลุ่มนี้พยายามหามูลค่าเหมาะสมของกิจการด้วยวิธีการคิดลดกระแสเงินสด
2. Relative Value Investors ใช้อัตราส่วนทางการเงินและปัจจัยพื้นฐานเพื่อหาบริษัทที่มีราคาถูกโดยเปรียบเทียบกับหุ้นอื่นๆ
3. Contrarian Investors นักลงทุนกลุ่มนี้ลงทุนในบริษัทที่คนส่วนใหญ่มองว่าย่ำแย่ในอดีตหรืออนาคต
4. Activist Value Investors ลงทุนบริษัทที่ผู้บริหารไร้ประสิทธิภาพ โดยจะพยายามเข้าไปเปลี่ยนนโยบายการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

การที่บริษัทนั้นมีลักษณะที่โตเต็มที่แล้ว ส่งผลให้ราคาตลาดมักมีความผันผวนต่ำ หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือมีความเสี่ยงต่ำนั่นเอง ทำให้การลงทุนหุ้นสไตล์ Value นั้นเหมาะกับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ต่ำ หรือไม่ชอบความเสี่ยงมากนักนั่นเอง

2. Growth Investing Style หรือ การลงทุนหุ้นลักษณะหุ้นเติบโต - การลงทุนสไตล์นี้นั้นตรงข้ามกับสไตล์แรกอย่างมาก เนื่องจากเป็นการลงทุนในหุ้น Growth Stocks หรือ หุ้นเติบโต ซึ่งเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีแต่ราคาสูง นอกจากนั้นหุ้นประเภทนี้ยังเป็นหุ้นที่มาจากกิจการที่มีสัญญาณการขยายตัวของสินทรัพย์ รายได้ และกำไรสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมหรือตลาดโดยรวม ส่งผลให้หุ้นประเภทนี้มีความผันผวนของราคาอยู่มาก ดังนั้นการลงทุนสไตล์นี้จึงเหมาะกับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้มาก ลักษณะสำคัญทางด้านปัจจัยพื้นฐานของหุ้นเติบโต ได้แก่
1. อัตราการขยายตัวของสินทรัพย์ รายได้ และกำไร มีค่าสูง
2. อัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น หรือ Price/Earnings Ratio (P/E) มีค่าสูง
3. อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น หรือ Price/Book Value Ratio (P/BV) มีค่าสูง
4. อัตราผลตอบแทนเงินปันผล หรือ Dividend Yield ต่ำ เนื่องจากกิจการส่วนใหญ่จะนำกำไรไปลงทุนเพื่อขยายฐานธุรกิจต่อไป

3. Blend Investing Style หรือ การลงทุนหุ้นลักษณะผสม - การลงทุนสไตล์นี้คือการลงทุนที่ผสมผสานทั้งสองแบบแรกเข้าด้วยกัน พอร์ตของนักลงทุนแบบ Blend นั้นประกอบไปด้วยหุ้นทั้งแบบ Value และแบบ Growth เนื่องจากผลตอบแทนจากหุ้น Value อาจน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับหุ้น Growth ณ ช่วงเวลาหนึ่ง และนักลงทุนอาจมองว่าการถือหุ้น Growth อย่างเดียวนั้นมีความเสี่ยงมากเกินไป นักลงทุนหลายคนจึงเลือกที่จะลงทุนกับหุ้นทั้งสองประเภท ทั้งนี้การตัดสินใจว่าจะลงทุนเน้นหุ้นประเภทใดอาจขึ้นอยู่กับภาวะของตลาดโดยรวม ณ ตอนนั้น เช่น ถ้านักลงทุนมองว่าตลาดเป็นขาขึ้น นักลงทุนอาจเลือกลงทุนกับหุ้นประเภท Growth เนื่องจากให้ผลตอบแทนมากกว่า แม้ว่าจะมีความเสี่ยงมากก็ตาม แต่ถ้านักลงทุนมองว่าตลาดอยู่ในภาวะขาลง หรือ Sideway นักลงทุนอาจเลือกลงทุนกับหุ้นประเภท Value ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำ ถึงแม้ว่าตลาดจะลง แต่หุ้นประเภทนี้ก็จะลงไม่มากนัก เมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่นในตลาด
พอร์ต 1 ล้านสร้างความมั่นคง

เนื่องด้วยนักลงทุนนั้นมีหลากหลายสไตล์ ทาง kktrade มีผลิตภัณฑ์ที่ชื่อว่า Smart Port ที่สามารถตอบสนองนักลงทุนได้ทุกประเภท Smart Port นั้นคือพอร์ตการลงทุนที่จำลองขึ้นมา หุ้นแต่ละตัวเลือกโดยนักวิเคราะห์ของ kktrade ให้นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนหุ้นในสไตล์ต่างๆ ที่ตัวเองถนัดได้

Smart Port แบ่งออกเป็น 4 พอร์ตย่อย ได้แก่ พอร์ตหุ้นปันผล (Dividend Port) พอร์ตหุ้นเติบโต (Growth Port) พอร์ตควอนท์ (Quant Port) และ พอร์ตหุ้นเล่นรอบ (Trading Port) แต่ละพอร์ตนั้นจะมีหุ้นประมาณ 5 - 7 ตัว โดยที่สามพอร์ตแรกนั้น จะมีการ Rebalance ทุกๆ 1 เดือนเหมาะกับนักลงทุนที่ไม่ค่อยมีเวลา ส่วนพอร์ตหุ้นเล่นรอบนั้นจะปรับโดยเฉลี่ยประมาณอาทิตย์ละ 1 ครั้ง พอร์ตนี้จึงเหมาะกับนักลงทุนระยะสั้นเท่านั้น

พอร์ตหุ้นปันผล หรือ Dividend Port นั้นเน้นหุ้นประเภทหุ้นคุณค่า ราคาหุ้นแต่ละตัวในพอร์ตมีความผันผวนต่ำ เป็นพอร์ตที่เหมาะกับนักลงทุนที่ไม่อยากรับความเสี่ยงมาก เน้นหุ้นที่ให้ปันผลมากไม่ควรต่ำกว่า 5% ต่อปี

พอร์ตหุ้นเติบโต หรือ Growth Port เน้นหุ้นประเภท Growth เป็นหุ้นที่นักวิเคราะห์มองว่ามีอัตราการขยายตัวของกิจการสูง ราคาของหุ้นในพอร์ตนี้มีความผันผวนมาก นั่นหมายถึงในระยะเวลาสั้นๆ ราคาของหุ้นนั้นสามารถขึ้นได้มาก และก็สามารถปรับตัวลงได้มากเช่นกัน เมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่นในอุตสาหกรรมหรือตลาดโดยรวม ดังนั้นพอร์ตหุ้นเติบโตนั้น จึงเหมาะกับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้มาก ซึ่งตรงกันข้ามกับพอร์ตหุ้นปันผลนั่นเอง

พอร์ตหุ้นเล่นรอบ หรือ Trading Port คือพอร์ตที่ประกอบไปด้วยหุ้นที่มีการเลือกจากนักกลยุทธ์ของ kktrade พอร์ตนี้มีการปรับพอร์ตค่อนข้างบ่อย ดังนั้นเหมาะกับนักลงทุนที่เป็นนักลงทุนระยะสั้นเท่านั้น

สุดท้ายนี้ของฝากไว้ว่า การที่จะสร้างพอร์ตที่มั่นคงนั้น อาจมาจากการเป็นนักลงทุนที่มีวินัยที่มั่นคงด้วยเช่นกัน เมื่อหุ้นลงเราควรขายตัดขาดทุน หรือที่เรียกกันว่า Cut loss และเมื่อหุ้นขึ้นไม่ควรรีบขายก่อนเวลาอันควร หรือ Let profit run เมื่อเราเป็นคนที่มีวินัยที่มั่นคงแล้ว เราก็มีโอกาสในการสร้างความมั่นคงด้วยเช่นกันค่ะ

พอร์ต 1 ล้านสร้างความมั่นคง

คุณธริศา ชัยสุนทรโยธิน
บทความโดย
คุณธริศา ชัยสุนทรโยธิน
หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.เคเคเทรด
คลิกดาวน์โหลดอินโฟกราฟิกฉบับเต็ม




back


Tag :
  • การลงทุน
  • พอร์ตการลงทุน