วัยที่เกี่ยวข้องกับบทความ

- วัยเริ่มสร้างครอบครัว

หมวดที่เกี่ยวข้องกับบทความ

- ลงทุนกับเราตั้งเป้าได้เป็นล้าน

สาระน่ารู้



รู้จักเลือกลงทุน ก็เหลือใช้ตลอดชีวิต

รู้จักเลือกลงทุน ก็เหลือใช้ตลอดชีวิต

เมื่อมีเงิน 1 ล้านบาท แรกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ การทำให้เงินนั้นงอกเงยและผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายประจำวันไปจนถึงวันที่เราเกษียณอายุ
รู้จักเลือกลงทุน ก็เหลือใช้ตลอดชีวิต
เมื่อมีเงิน 1 ล้านบาท แรกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ การทำให้เงินนั้นงอกเงยและผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายประจำวัน หากทำได้ดังที่กล่าวไว้ เราเรียกว่าท่านมีอิสรภาพทางการเงิน โดยอย่างแรกที่ต้องทำเพื่อเป้าหมายอิสรภาพทางการเงิน คือ การจัดสรรเงินลงทุน (Cash Allocation) โดยแบ่งเงินลงทุนดังนี้

ช่วงอายุ
ประเภทการลงทุน
เงินฝากธนาคาร
ตราสารหนี้
หุ้น
ตราสารอนุพันธ์
อสังหาริมทรัพย์
ก่อนอายุ 30 ปี
20%
10%
40%
30%
-
อายุ 30 - 35 ปี
10%
30%
40%
20%
-
อายุ 36 - 45 ปี 
10%
40%
30%
10%
10%
อายุ 45 - 55 ปี 
10%
40%
25%
5%
20%
วัยเกษียณ 
20%
40%
20%
-
20%

การฝากเงินกับธนาคาร
นักลงทุนเงินฝากมักมองเฉพาะดอกเบี้ยที่ไหนให้สูงที่สุด มักไปฝากกับธนาคารนั้น แต่การมองแบบนั้นถูกเพียงครึ่งเดียว สิ่งที่นักลงทุนไม่ได้มองคือ Credit Risk การที่เราฝากเงินสถาบันการเงินที่มีการจัดอันดับที่ดี ความเสี่ยงดังกล่าวย่อมน้อยลงไปด้วย ดังนั้นเราควรมองฐานะการเงินของธนาคารที่ท่านนำเงินไปฝากด้วย เพราะว่าปัจจุบันรัฐบาลไม่ได้รับประกันเงินฝากทั้งก้อนของเราเหมือนในอดีต ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสูงหรือต่อ สะท้อน Credit Risk ที่กล่าวไปมากขึ้น

การซื้อตราสารหนี้
ลักษณะเช่นเดียวกันครับควรจะเลือกบริษัทที่มี Rating สูง หรือในกลุ่ม Investment Grade ซึ่งควรมี Rating สูงกว่า
BBB+ (S&P), Baa 1 (Moody's), BBB+ (Fitch) และอัตราดอกเบี้ยเหมาะสม ประกอบกับเป็นบริษัทที่น่าเชื่อถือ มีความ โปร่งใสในธุรกิจ

การซื้อหุ้น
ช่วงอายุ
หุ้นความเสี่ยงสูง
หุ้นความเสี่ยงกลาง
หุ้นความเสี่ยงต่ำ
ก่อนอายุ 30 ปี
50%
30%
20%
อายุ 30 - 35 ปี
40%
35%
25%
อายุ 36 - 45 ปี 
30%
40%
30%
อายุ 45 - 55 ปี 
20%
30%
40%
วัยเกษียณ 
10%
30%
60%

1. หุ้นความเสี่ยงสูง ได้แก่ หุ้นขนาดเล็ก ที่มีผลประกอบมีการเติบโตสูง ราคาขึ้นลงสูง โดยหวังผลจาก ส่วนต่างราคาเป็นหลัก (Trading Port และ Growth Port)
2. หุ้นความเสี่ยงกลาง ได้แก่ หุ้นขนาดกลาง หรือใหญ่ที่มีผลประกอบมีการเติบโต และสถานะการเงินมั่นคง โดยหวังผลจาก ส่วนต่างราคาและเงินปันผล (Growth Port และ Quant Port)
3. หุ้นความเสี่ยงต่ำ ได้แก่ หุ้นขนาดใหญ่ ที่มีผลประกอบการดี และสถานะการเงินมั่นคง  โดยหวังผลจากเงินปันผล และราคาไม่ผันผวนมากนัก หรือสำหรับนักลงทุนที่ไม่มีเวลาเลือกหุ้น แนะนำให้ท่านสามารถเลือกตาม Smart Port ได้ โดย (Dividend Port) ในกรณีของการลงทุนหุ้น นักลงทุนควรศึกษาเกี่ยวกับการซื้อขายทางเทคนิคด้วย โดยการดูราคาทางเทคนิคนั้นทำให้เราสามารถหาจุดเข้าหุ้น และจุดออกที่เหมาะสม นอกจากการที่ดูปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว ซึ่งทาง kktrade มีพอร์ตแนะนำคือ Trading Port โดยมีนักวิเคราะห์ด้านกลยุทธ์เป็นผู้ช่วยคัดเลือกหุ้นอีกทางหนึ่ง

การลงทุนในตราสารอนุพันธ์
การลงทุนในตราวสารอนุพันธ์ ที่นักลงทุนควรรู้จัก คือ สัญญาซื้อขายสินค้าล่วงหน้า หรือ TFEX ซึ่งประกอบด้วยการซื้อขายสัญญา (Obligation) และซื้อขายสิทธิ์ (Right) ความแตกต่างระหว่างสองอย่างนี้ คือ การซื้อขายสัญญาต้องทำตามเงื่อนไขเมื่อหมดอายุสัญญาส่วนสิทธินั้นจะทำหรือไม่ทำก็ได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้สิทธิเมื่อ สิทธินั้นทำแล้วได้ประโยชน์กับนักลงทุน โดยสินค้าในตลาดซื้อขายล่วงหน้านั้น ประกอบด้วย สัญญาซื้อขายดัชนี Set 50 Index Future, Gold Future, Oil Future ส่วน สิทธิในการซื้อหรือขาย หรือ เรียกสั้นๆ ว่า Options นั้น มีเฉพาะ Set 50 Index Option เท่านั้น

ช่วงอายุ
Options
Set 50 Future
Oil Future
Gold Future
ก่อนอายุ 30 ปี
30%
35%
25%
20%
อายุ 30 - 35 ปี
20%
30%
20%
30%
อายุ 36 - 45 ปี 
10%
30%
15%
35%
อายุ 45 - 55 ปี 
-
30%
10%
50%

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุน Set 50 Index Future ทาง kktrade มีการจัดทำ Model ไว้ให้กับนักลงทุนที่สนใจการซื้อ-ขาย ระยะกลางถึงยาว โดยเฉลี่ยตามสถิติมีการซื้อ-ขาย เพียงเดือนละ 1 ครั้ง และเราแนะนำการลงทุน 1 สัญญาควรวางหลักประกันการซื้อขายราว 23,000 บาท

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
สำหรับนักลงทุนที่มีเงินมากพออาจตัดสินใจเลือกซื้อที่ดิน อาคาร หรือทำหอพักในทำเลที่ดีและปล่อยเช่า เพื่อเก็บเป็นรายได้Passive Income แต่ในกรณีนี้อาจต้องลงแรง และลงเวลากับมันโดยที่ต้องเข้ามาดูแล แต่มีการลงทุนอีกรูปแบบโดยซื้อกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้ เช่น กองทุนที่ให้สิทธิเช่า กองทุนที่ลงทุนในพวก Real Estate เป็นต้น โดยกองทุนเหล่านี้ให้ผลตอบแทนค่อนค้างสม่ำเสมอ และมีผู้จัดการกองทุนเป็นผู้ดูแลให้เราอีกด้วย ประกอบกับผลตอบแทนเฉลี่ยเงินปันผลของกองทุน Real Estate ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7% ต่อปี ดังนั้นหากนักลงทุนทำอาคาร หรือหอพักเอง ควรมีรายได้รับต่อปีสูงกว่า 7% เพราะหากต่ำกว่าแนะนำให้เอาเงินมาลงกองทุนอสังหาริมทรัพย์ดีกว่า

เมื่อเราลงทุนตามแนวทางนี้ด้วยจำนวนเงินต้น 1 ล้านบาท เราสามารถตอบโจทย์ชีวิตในแต่ละช่วงวัยได้ เช่น เมื่อเราอายุ 30 ปีสามารถเที่ยวเปิดหูเปิดตาในต่างแดน เมื่ออายุ 35 - 40 ปี บางท่านอาจมีครอบครัวต้องการความมั่นคงมากขึ้น หรือต้องการรายได้ที่เป็น Passive Income มากขึ้น เมื่ออายุมากขึ้นเราสามารถนำเงินออมของเรามารักษาโรคภัยต่างๆ ยามแก่ตัวลง และถ้าเราทำตามแนวทางนี้ เราจะมี อิสรภาพทางเงิน (Financial Freedom) ในทุกช่วงวัย

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย
บทความโดย
คุณธริสา ชัยสุนทรโยธิน
ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานลูกค้าบุคคล บล.ภัทร จำกัด (มหาชน)
คลิกดาวน์โหลดอินโฟกราฟิกฉบับเต็ม

 





back


Tag :
  • การลงทุน
  • cash allocation


สาระน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง