วัยที่เกี่ยวข้องกับบทความ

- วัยเริ่มสร้างครอบครัว
- วัยเริ่มการงานมั่นคง

หมวดที่เกี่ยวข้องกับบทความ

- เอสเอ็มอี

สาระน่ารู้



SMEs จะอยู่รอดอย่างไรในยุค New Normal (2)

SMEs จะอยู่รอดอย่างไรในยุค New Normal (2)

บทความนี้เป็นตอนต่อจากบทความแรก ที่ได้ฉายภาพถึงสภาวะเศรษฐกิจในยุคต่อไปที่มีชื่อว่า New Normal โดยมีลักษณะพิเศษคือ ขยายตัวต่ำ การค้าน้อย ราคาโภคภัณฑ์ถูก และผลตอบแทนการลงทุนต่ำและผันผวน
KK SME,SMEs จะอยู่รอดอย่างไรในยุค New Normal,4 Megatrends โอกาสของ SMEs
อย่างไรก็ตาม แม้ภาวะเช่นนี้จะทำให้การดำเนินธุรกิจยากลำบาก แต่ก็ยังพอมีโอกาสให้กับ SMEs ได้บ้าง โดยจะยังมี “มหากระแส” หรือ Megatrend 4 ด้านที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจ ดังนี้

กระแสแรก ได้แก่ Aging Society หรือการที่ประชากรสูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผสมผสานกับกระแสที่สตรีมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น โดยกระแส Aging Society ที่สูงขึ้นทั่วโลกนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประชากรในยุค Baby Boomer ที่เกิดในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองนั้นจะเข้าสู่วัยเกษียณในปัจจุบัน ประกอบกับการคุมกำเนิดและการวางแผนครอบครัวเพื่อควบคุมจำนวนบุตร ทำให้ครอบครัวรุ่นใหม่มีบุตรน้อยเมื่อเทียบกับในยุคก่อนหน้า นอกจากนั้น การสาธารณสุขและพัฒนาการทางการแพทย์ที่ดีขึ้น ประกอบกับกระแสรักสุขภาพที่มีมากขึ้น ดังนั้น พฤติกรรมของประชาชนในยุคต่อไปที่จะใช้จ่ายเกี่ยวกับผู้สูงอายุ รวมถึงดูแลสุขภาพมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกระแสดังกล่าว เช่น ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) แนวโน้มการประกันสุขภาพ เวชภัณฑ์เทคโนโลยีทางการแพทย์ รวมถึงสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ

ในอีกด้านหนึ่ง บทบาทของสตรีในระบบเศรษฐกิจที่มีมากขึ้นนั้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากความต้องการแรงงานที่มากขึ้น ประกอบกับการศึกษาที่เข้าถึงสังคมทุกชนชั้นอย่างครอบคลุม ทำให้สตรีมีโอกาสเข้าถึงตำแหน่งงานเฉพาะทางมากขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อของสตรีเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งจะทำให้ความต้องการสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและความงามมีความต้องการมากขึ้นในอนาคต

กระแสที่สอง ได้แก่เทคโนโลยีในรูปแบบ Digitalization (หรือที่เรียกกันว่า Industrial 4.0)อันได้แก่ การผสมผสานระหว่างอุปกรณ์เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันกับการติดต่อสื่อสารในรูปเครือข่ายเข้าด้วยกัน (Cyber-Physical System)ทำให้การผลิต การทำธุรกิจ หรือแม้แต่การใช้ชีวิต เพื่อให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น โดยอาจแบ่งนวัตกรรมในยุค Industrial 4.0 นี้ออกเป็น 8 นวัตกรรม กล่าวคือ

(1) Social Network หรือสื่อสังคมออนไลน์ (2) Mobile Platform หรือรูปแบบการสื่อสารด้วยเครื่องมือพกพาได้ (3) Artificial Intelligence (AI) หรือระบบปัญญาประดิษฐ์ อันได้แก่นวัตกรรมที่จะทำให้คอมพิวเตอร์คิดเอง ทำให้อุปกรณ์สามารถทำงานได้โดยอิสระ (4) Cloud Computing หรือการที่ผู้ให้บริการด้านคอมพิวเตอร์จะแบ่งปันทรัพยากรให้กับผู้ใช้งานผ่านระบบอินเตอร์เนต ซึ่งมักจะนำมาซึ่งข้อมูลจำนวนมาก และสามารถนำมาใช้วิเคราะห์เพื่อใช้ต่อยอดทางธุรกิจ (Big Data Analytics) ได้ด้วย (5) Additive Manufacturing (AM) หรือ 3D Printing หรือเครื่องพิมพ์สามมิติ ที่สามารถสร้างชิ้นงานเป็นวัตถุจับต้องได้ (3 มิติ) แทนที่จะเป็นรูปในกระดาษ (2 มิติ) (6) Internet of Things (IoT) หรือเครือข่ายที่อนุญาตให้สิ่งของต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ ยานพาหนะ อาคาร และสิ่งอื่น ๆ สามารถสื่อสาร เชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ (7) Virtual Reality หรือความเป็นจริงเสมือน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเชิงโต้ตอบที่จะทำให้ผู้ใช้เกิดความรู้สึกของการเข้าร่วมอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้มีอยู่จริงที่สร้างโดยคอมพิวเตอร์ และ (8) ยานยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยพลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle)

นวัตกรรมทั้ง 8 นี้จะนำไปสู่การพัฒนารูปแบบใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เช่น รูปแบบการผลิตที่ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่องทางการจัดจำหน่ายที่สะดวกและรวดเร็วขึ้น สามารถสร้างอุปกรณ์ต้นแบบได้ง่าย มีข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์อย่างมหาศาล เห็นภาพที่หลากหลายอย่างทันท่วงที เป็นต้น ซึ่ง ธุรกิจ SMEs ที่เกิดใหม่อาจสามารถนำเทคโนโลยีรูปแบบใหม่เหล่านี้มาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ ทั้งในการผลิต หาช่องทางจัดจำหน่าย รวมถึงใช้ข้อมูลที่ได้จากฐานข้อมูลมาใช้ในการวิเคราะห์เพื่อปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจได้

กระแสที่สาม ได้แก่การเติบโตของคนชั้นกลางในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่ยังคงเป็นตลาดที่น่าสนใจเนื่องจากกระแส Urbanization หรือ การขยายตัวของสังคมเมือง อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจที่จะเคลื่อนจากชนบทเข้าสู่เมืองมากขึ้น โดยในไทยนั้น แม้ว่าสัดส่วนประชากรในเขตเมืองของไทยเพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนประชากรในเมืองที่ใหญ่ที่สุด (กรุงเทพมหานคร) กลับลดลงอย่างต่อเนื่อง บ่งชี้การขยายตัวของเมืองลำดับที่สองเป็นต้นไปมีมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับรายได้ของประชาชนในแถบหัวเมืองใหญ่ในภูมิภาคต่าง ๆ ที่ขยายตัวสูงกว่าในกรุงเทพมหานครด้วยเช่นกัน

กระแส Urbanization นี้ ทำให้ความต้องการสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ Lifestyle การบริโภคแบบคนเมือง รวมถึงความต้องการที่อยู่อาศัยและอาคารสำนักงานในหัวเมืองขนาดใหญ่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในระยะยาว

กระแสสุดท้ายได้แก่กระแสภูมิภาคนิยม อันเป็นผลจากการเจรจาการค้าในระดับพหุภาคีโดยเฉพาะในกรอบองค์กรการค้าโลก (WTO) ไม่คืบหน้า ส่งผลให้ความนิยมในเขตการค้าเสรีในกรอบภูมิภาค (Regional Trade Agreement) เช่น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) และความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) มีเพิ่มขึ้น และทำให้การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศในภูมิภาคเพิ่มขึ้นทวีคูณ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยทั้งในแง่ของการค้าและการลงทุน เนื่องจากทำเลที่ตั้งของไทยเป็นจุดศูนย์กลางของ AEC ที่ล้อมรอบไปด้วยประเทศเพื่อนบ้านที่เศรษฐกิจมีศักยภาพการเติบโตสูง อันได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม (CLMV)

ทั้งหมดนี้คือการเกริ่นนำถึง Megatrend ทั้ง 4 ที่จะเป็นประโยชน์ต่อ SMEs ในการทำธุรกิจต่อไป แต่จะเป็นโอกาสและความเสี่ยงต่อ SMEs อย่างไรนั้น หาคำตอบได้ในบทความฉบับต่อไป


 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย
บทความโดย
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์
ผู้อำนวยการอาวุโส หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม
สายกลยุทธ์ ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
คลิกดาวน์โหลดอินโฟกราฟิกฉบับเต็ม

 

 





back


Tag :
  • kk sme
  • new normal
  • economy
  • SMEs
  • magatrends
  • โอกาสของ SMEs