วัยที่เกี่ยวข้องกับบทความ

- วัยเริ่มสร้างครอบครัว
- วัยเริ่มการงานมั่นคง

หมวดที่เกี่ยวข้องกับบทความ

- เอสเอ็มอี

สาระน่ารู้



มิติที่แตกต่าง

มิติที่แตกต่าง

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมราคาที่ดินกลางเมืองจึงมีราคาสูงลิบ

ตารางวาละล้าน
ล่าสุดขยับสูงขึ้นไปถึงล้านห้าแล้ว
ตอนที่เห็นราคาที่ดินสูงถึงตารางวาละล้านบาท
ผมไม่นึกว่าราคาจะขยับขึ้นไปได้อีก
หรือถ้าขยับก็คงจะขยับขึ้นช้าๆ
แต่แปบเดียวราคาที่ดินก็ขยับขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
ไม่ถึงปีขึ้นไปถึงล้านห้า
…บร๊ะเจ้า
สงสัยอยู่นานแล้วว่าทำไมนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จึงยอมจ่ายค่าที่ดินแพงขนาดนี้
วันก่อนเพิ่งได้คำตอบ
เป็นโครงสร้างต้นทุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครับ
ถ้าเป็นบ้านเดี่ยวหรือทาวน์โฮม ราคาที่ดินจะเป็น “ต้นทุนหลัก” ของธุรกิจ
ค่าก่อสร้างไม่ใช่เรื่องใหญ่
ราคาที่ดินที่สร้างบ้านเดี่ยวจึงสูงมากไม่ได้
แต่ “คอนโดมิเนียม” ไม่ใช่
ต้นทุนที่ดิน เมื่อเทียบกับต้นทุนทั้งหมดของโครงการ แค่ ๑๐ % เท่านั้นเอง
ดังนั้น ถ้าราคาที่ดินขยับจาก ๑ ล้านบาท เป็น ๑.๑ ล้านบาท
เพิ่มขึ้น ๑ แสน
หรือ  ๑๐ %
แต่เมื่อเทียบกับต้นทุนรวม
๑๐ % ของราคาที่ดิน ก็แค่ ๑ % ของต้นทุนรวม
ไม่มีผลต่อความเป็นไปของโครงการ
ไม่เหมือนค่าก่อสร้างที่เป็นต้นทุนหลัก ๖๐ %
ค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้น ๑๐ %
ต้นทุนรวมจะเพิ่มขึ้น ๖ %
มีผลกระทบต่อกำไร ขาดทุน ทันที
ดังนั้น เวลานักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซื้อที่ดินเพื่อทำคอนโดมิเนียม
เขาจึงยอมทุ่มเงินซื้อที่ดินแพงๆ
ถ้าทำเลดี
เพราะราคาที่ดินขยับขึ้น มีผลต่อต้นทุนโครงการน้อยมาก
นั่นคือ เหตุผลที่ทำให้ที่ดินกลางเมืองราคาแพง
จากตารางวาละล้าน
เป็นล้านห้า
และเชื่อว่าอีกไม่กี่ปี เราคงเห็นตารางวาละ ๒ ล้าน อย่างแน่นอน
มันเป็นเรื่องการลงทุนครับ
 

จากวิธีคิดแบบนี้ ผมนึกถึงคุณอนันต์ อัศวโภคิน ของ แลนด์ แอนด์ เฮาส์

ตอนที่แลนด์ แอนด์ เฮาส์ เจอวิกฤตปี ๒๕๔๐
ค่าเงินบาทลอยตัว
แลนด์ แอนด์ เฮาส์ หนี้เพิ่มจาก ๓๐,๐๐๐  ล้านบาท เป็น ๖๐,๐๐๐ ล้านบาททันที
ตอนนั้นบริษัทต่างๆ ลดจำนวนพนักงานเพื่อลดต้นทุน
แต่คุณอนันต์ไม่ปลดพนักงานออกเลย
วิธีคิดเรื่องนี้แบบเดียวกับการซื้อที่ดินทำคอนโดฯ เลยครับ
เขาบอกว่าต้นทุนพนักงานแค่ ๑๐ % ของโครงการ
ปลดออกครึ่งหนึ่ง ก็ลดได้แค่ ๕ %
สู้เจรจาขอลดราคาวัสดุก่อสร้างจากบริษัทต่างๆ ดีกว่า
แล้วเขาก็ให้พนักงานที่ว่างงานไปคุยกับลูกค้าเก่า
ถามความคิดเห็นเรื่องบ้านของแลนด์ แอนด์ เฮาส์
ปรากฏว่าทุกคนซื้อบ้านไปแล้วต้องต่อเติมทุกหลัง
และมีส่วนไหนที่เขาชอบ ไม่ชอบบ้าง
เชื่อไหมครับ ความเห็นเหล่านั้นได้กลายเป็นข้อมูลสำคัญ
และนำมาสู่นวัตกรรมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
“บ้านสร้างเสร็จก่อนขาย”
หรือ “บ้านสบาย”
วิธีคิดเรื่อง “พนักงาน” ของคุณอนันต์น่าสนใจมากครับ
แม้เขาจะคิดถึง “พนักงาน” แบบ “นักบัญชี” เรื่อง “ต้นทุน”
แต่วิธีการปฏิบัติต่อพนักงาน
เขาคิดแบบ “นักลงทุน” ครับ
เชื่อมั่นว่าพนักงาน คือ ทรัพยากรที่มีค่า
สนับสนุนให้เรียนต่อ
บริษัทออกค่าใช้จ่ายให้ โดยไม่มีพันธสัญญาผูกพันว่าต้องทำงานใช้หนี้กี่ปี
ถามว่าไม่กลัวพนักงานเรียนจบแล้วลาออก
คุณอนันต์บอกว่าถ้าลาออกก็ถือว่าบริษัทผิดพลาดเหมือนกัน
เพราะไม่สามารถหาตำแหน่งงานที่เหมาะสมให้พนักงานที่มีการศึกษาเพิ่มขึ้นได้
ที่แลนด์ แอนด์ เฮาส์ ไม่ค่อย “ซื้อ” พนักงานจากบริษัทอื่น
ส่วนใหญ่จะ “สร้าง” เอง
เพราะเขาเชื่อว่า “วัฒนธรรมองค์กร” เป็นเรื่องสำคัญ

 

อีกเรื่องหนึ่งที่แว้บขึ้นมาหลังจากไปนั่งคุยกับ "วู้ดดี้"

คุณธนพล ศิริธนชัย บอสใหญ่ของ “แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ฯ” ชวนไปนั่งคุยเรื่องงาน
ก่อนลาจาก เขาก็พาเดินชมสำนักงานของเขาที่อยู่บนชั้น ๓๖ ของอาคารสาทรสแควร์
วิวสวยมากครับ
มองเห็น “บางกระเจ้า” เลย
แต่ที่น่าสนใจก็คือ วิธีคิดเรื่องการจัดการพื้นที่
“วู้ดดี้” บอกว่าวิวที่สวยที่สุดต้องเป็นของพนักงานซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่
ผู้บริหารที่มีห้องส่วนตัวจะอยู่ด้านใน
แต่วิวริมกระจกเป็นของพนักงาน
มุมที่สวยที่สุด มองเห็น “บางกระเจ้า” เขาทำเป็นโซนกาแฟและทานอาหาร
สวยมากครับ
การให้ความสำคัญกับ “พนักงาน” ของ “วู้ดดี้” เป็นวิธีคิดที่น่ารักแบบสัมผัสได้
เห็นวิธีคิดของ “วู้ดดี้” แล้ว ผมนึกถึงเรื่องหนึ่งของคุณอนันต์ที่เคยเล่าให้ฟัง
ตอนนั้น แลนด์ แอนด์ เฮาส์ ขายโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ที่กลุ่มแลนด์ฯ ถือหุ้นในโรงพยาบาลแห่งนี้มานาน
ได้กำไรเยอะมาก
กำไรจากการขายโรงพยาบาลทำให้ตัวเลขกำไรของแลนด์ แอนด์ เฮาส์ ในปีนั้นสูงแบบก้าวกระโดด
ในเชิงบัญชี ถือว่าเป็น “กำไร” จากการลงทุน
ไม่ใช่ “กำไร” ที่เกิดขึ้นจากผลประกอบการที่แท้จริง
คำถามที่ตามมาก็คือ เงินกำไรส่วนนี้จะแบ่งอย่างไร
แน่นอน “ผู้ถือหุ้น” ต้องได้ปันผลสูงขึ้น
แต่ …
“พนักงาน” ควรได้รับโบนัสเพิ่มขึ้นจาก “กำไร” ส่วนนี้ไหม
ถ้าเป็นคุณ คุณจะแบ่งผลกำไรนี้ให้กับพนักงานหรือไม่
คิดก่อนนะครับ อย่าเพิ่งอ่านต่อ
ในที่ประชุมกรรมการบริษัทมีผู้ถือหุ้นใหญ่อีกกลุ่มหนึ่ง มีความเห็นว่าไม่ควรให้โบนัสพนักงานเพิ่ม
เพราะ “กำไร” ที่เกิดขึ้น ไม่ได้มาจากการทำงานของพนักงาน
แต่มาจากการลงทุนของบริษัท
ฟังดูแล้วก็ดูมีเหตุผลใช่ไหมครับ
พนักงานไม่ได้ลงแรงทำอะไรเลย
“เงิน” ของบริษัทต่างหากที่ทำ “กำไร”
วันนั้น ในห้องบรรยายมีการแสดงความคิดเห็นหลายมุม ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
แต่ “คำตอบ” จากเหตุการณ์จริงก็คือ คุณอนันต์ไม่เห็นด้วยกับผู้ถือหุ้นกลุ่มนั้น
เขาคิดว่า “พนักงาน” ควรจะได้ “โบนัส” เพิ่มจาก “กำไร” ในส่วนนี้
คุณอนันต์ยกเหตุการณ์เมื่อปี ๒๕๔๐ ที่แลนด์แอนเฮาส์ กู้เงินต่างประเทศมา พอลอยตัวค่าเงินบาท หนี้ของแลนด์ฯ
ก็เพิ่มเป็นหลายหมื่นล้านบาท
ตอนนั้นกลุ่มแลนด์ฯ ไม่ได้ปลดพนักงานออก แต่ลดเงินเดือน สวัสดิการ และโบนัสของพนักงานลง
ถามว่าพนักงานเกี่ยวข้องอะไรเกี่ยวกับความผิดพลาดครั้งนี้
ทุกคนยังทำงานหนักเหมือนเดิมตามที่ผู้บริหารมอบหมาย
คนที่ตัดสินใจกู้เงินคือ ผู้บริหารและผู้ถือหุ้น
ผู้บริหารผิดพลาด บริษัทขาดทุน แต่พนักงานกลับถูกลงโทษ
พอวันที่บริษัทมีกำไรจากการลงทุนของบริษัท จากการตัดสินใจของผู้บริหารและผู้ถือหุ้น
ทำไมพนักงานไม่ได้โบนัสเพิ่มบ้าง
กลับบอกว่าพนักงานไม่เกี่ยว
ไม่ได้ลงแรงอะไรเลย
เจอเหตุผลแบบนี้เข้าไป ผู้ถือหุ้นกลุ่มนั้นก็เลยยอมแพ้
ปีนั้นพนักงานของแลนด์ แอนด์ เฮาส์ จึงได้โบนัสเพิ่มครับ
มุมมองต่อสิ่งหนึ่งที่สามารถมองได้หลายมิติ
เหมือน “อนันต์” ที่มอง “พนักงาน” ในหลายมิติ
มิติของ “ต้นทุน”
มิติ “การลงทุน”
และมองพนักงานในสถานะ “เพื่อนร่วมงาน” ที่ต้องการ “ความยุติธรรม”

มิติของความเป็น "คน"

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

 

บทความโดย 'หนุ่มเมืองจันท์'

 

 





back


Tag :
  • kksme
  • sme
  • หนุ่มเมืองจันท์