ข่าวและกิจกรรม

ข่าวและกิจกรรม



KKP เสริมแกร่งธุรกิจ ขยายฐานสินเชื่อทั้งรายย่อยและบรรษัท

KKP เสริมแกร่งธุรกิจ ขยายฐานสินเชื่อทั้งรายย่อยและบรรษัท

27 กรกฎาคม 2559

กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เสริมแกร่งธุรกิจ ขยายฐานสินเชื่อทั้งรายย่อยและบรรษัท พร้อมบุกตลาดกลุ่มลูกค้าบริหารเงินลงทุน 2 ลบ.

(27 กรกฎาคม 2559) “กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร-KKP” เผยภาพรวมยังคงรักษาผลประกอบการได้ดี แม้สินเชื่อโดยรวมจะยังไม่ขยายตัว ครึ่งปีหลังยังคงเดินตามแผนธุรกิจที่วางไว้ โดยธุรกิจธนาคารพาณิชย์ได้ขยายฐานสินเชื่อไปสู่สินเชื่อรายย่อยประเภทอื่นที่ไม่ใช่สินเชื่อเช่าซื้อผ่านสายงานที่จัดตั้งใหม่ เผยการตอบรับดีเกินคาดหลังเริ่มให้บริการเมื่อต้นปี ส่วนสินเชื่อรวมได้พิจารณาปรับลดเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อรวมเป็น 3-5% ตามภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงผันผวน ด้านตลาดทุนยังคงเน้นกลุ่มลูกค้า Wealth Management โดยเฉพาะMass Affluent ระดับ 2 ล้านบาทเนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงและต้องการวางแผนทางการเงินมากขึ้น

นายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (Mr.Aphinant Klewpatinond, Chief Executive Officer, Kiatnakin Phatra Financial Group) เปิดเผยว่า ครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ภาพรวมผลประกอบการของกลุ่มธุรกิจฯ อยู่ในเกณฑ์ที่ดี แม้การขยายสินเชื่อรวมไม่เป็นไปตามคาดซึ่งมาจากหลายปัจจัย อาทิ สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ยังคงหดตัวตามภาวะตลาดรถโดยรวม ในขณะที่สินเชื่อรถมือสองเติบโตดีขึ้นและสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่ารถใหม่ ส่วนสินเชื่อบรรษัทที่เป็นสินเชื่อขนาดใหญ่ที่ให้กับฐานลูกค้าในกลุ่มบริษัทจดทะเบียนและบริษัทขนาดใหญ่ มีการอนุมัติได้ค่อนข้างมากสอดคล้องกับเป้าหมาย แต่ก็มีการชำระคืนกลับมาเร็ว ทำให้ยอดสินเชื่อคงค้างไม่ได้เพิ่มมากนัก นอกจากนี้ ทางด้านต้นทุนทางการเงินสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลงอย่างต่อเนื่อง (ปัจจุบันอยู่ที่ 2.7%) ในด้านคุณภาพสินเชื่อ คุณภาพหนี้ของรายย่อยดีขึ้นมาก ส่วนคุณภาพสินเชื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มเสื่อมถอยลงบ้าง แต่ก็ไม่ได้มากและไม่ได้มีภาระเรื่องกันสำรองเนื่องจากมีหลักประกันเต็มจำนวน นอกจากนี้ ในส่วนของธุรกิจบริหารหนี้ ธนาคารมีการขายทรัพย์รอการขายได้ในอัตราที่ใกล้เคียงกับไตรมาสแรก รวมถึงรายได้จากตลาดทุนในเรื่องของการเป็นนายหน้าดีขึ้นตามลำดับ จากมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นตามสภาวะตลาด ตลอดจนรายได้จากธุรกิจการลงทุนที่ดีขึ้นในเกือบทุกประเภท ทั้งนี้ จากผลประกอบการที่ออกมาค่อนข้างดี ธนาคารได้ทำการสำรองทั่วไปเพิ่มขึ้นใน 6 เดือนแรกอยู่ที่ 650 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนสำรองต่อสำรองตามเกณฑ์อยู่ในระดับที่ดีที่ 169.8% เพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจ

“ส่วนครึ่งปีหลังยังคงดำเนินตามแผนธุรกิจที่วางไว้อย่างต่อเนื่อง โดยจะมุ่งเน้นที่สินเชื่อที่ในอดีตธนาคารไม่ได้ดำเนินการ เช่น สินเชื่อบรรษัท ที่จะก่อให้เกิดรายได้ที่เป็นดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมที่ดี และเริ่มเห็นผลจากการร่วมมือระหว่างเกียรตินาคินและภัทรอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ตลอดจนจะมุ่งขยายฐานลูกค้าสินเชื่อรายย่อยผ่านทางเครือข่ายสาขาและสายงานช่องทางการตลาดและพัฒนาฐานลูกค้าที่จัดตั้งใหม่เมื่อปลายปี 2558 ซึ่งโดยรวมแล้ว สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเคหะ สินเชื่อ KK SME รถคูณสามสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ราว 500-600 ล้านบาทต่อเดือน โดยเฉพาะครึ่งปีหลังจะเห็นผลอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น และจะช่วยผลักดันให้รายได้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และมีการกระจายตัวที่ดีขึ้นได้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าภาวะเศรษฐกิจต่อจากนี้จะค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และยังคงมีความผันผวนจากภาวะเศรษฐกิจโลกอยู่บ้างตลอดจนอุตสาหกรรมธนาคารมีการแข่งขันสูง เพื่อเป็นการดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวังจึงได้พิจารณาปรับลดเป้าอัตราการเติบโตของสินเชื่อรวมเป็น 3-5% (จากเดิม 15%)

ด้านตลาดทุน สภาวะตลาดในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมาค่อนข้างผันผวน ตลาดได้รับผลกระทบจากความกังวลในเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางของสหรัฐและการลงประชามติของสหราชอาณาจักรอังกฤษที่ลงคะแนนเห็นชอบกับการออกจากสหภาพยุโรป ส่งผลให้ตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลกต้องปรับตัว โดยมีการเคลื่อนย้ายสภาพคล่องส่วนเกินจำนวนมากสู่ประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจที่ดี ผลักดันให้ตลาดในประเทศไทยรวมทั้งตลาดที่เกิดขึ้นใหม่เป็นที่สนใจ เปรียบเสมือน Safe Haven ทำให้นักลงทุนต่างชาติหันมาซื้อสุทธิมากขึ้น ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจฯ ยังคงเน้นการทำงานใน 2 ด้านหลัก คือ การต่อยอดธุรกิจ Wealth Management ที่ปัจจุบันมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การให้คำแนะนำ (Asset Under Advice : AUA) ที่ 343,000 ล้านบาท กลุ่มที่มีโอกาสเติบโตสูงคือ Phatra Edge ที่มีพอร์ตการลงทุนและเงินฝากตั้งแต่ระดับ 2 ล้านบาท มีความต้องการบริหารเงินลงทุนเพิ่มขึ้น และอีกหนึ่งด้านคือ รักษาความเป็นผู้นำในด้านธุรกิจวานิชธนกิจ (Investment Banking) ที่ภัทรเป็นผู้นำในธุรกิจนี้อยู่แล้ว ขณะนี้บริษัทมีงานขนาดใหญ่อยู่ในมือซึ่งก็ขึ้นอยู่ว่าจะสามารถเป็นไปตามแผนในครึ่งหลังของปีหรือไม่ ส่วนการลงทุนระยะยาวซึ่งเป็นการลงทุนโดยตรง (Direct Investment) ในต่างประเทศในหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าราคาพื้นฐานได้มีการลงทุนที่เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่สูง”

นายชวลิต จินดาวณิค ประธานสายการเงินและงบประมาณ ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)(Mr.Chavalit Chindavanig, Head of Finance and Budgeting, Kiatnakin Bank Plc.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีแรกปี 2559 เปรียบเทียบกับงวดครึ่งปีแรกปี 2558 ว่า “กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร มีกำไรสุทธิรวม 2,404 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70.1% และกำไรเบ็ดเสร็จรวม 2,841 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 108.8% ส่วนของรายได้แบ่งเป็น รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 4,872 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.7% โดยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจาก 4.1% เป็น 4.7% รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ 1,805 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.5% รายได้รวมจากการดำเนินงาน 7,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9% มีเงินให้สินเชื่อรวม 175,108 ล้านบาท ลดลง 1.6% จากสิ้นปี 2558 โดยสินเชื่อเช่าซื้อหดตัว 2% สินเชื่อธุรกิจหดตัว 7.9% ในขณะที่สินเชื่อบรรษัทขยายตัว 13% ในด้านคุณภาพของสินเชื่อ อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม ณ สิ้นไตรมาส 2 อยู่ที่ 6.1% เพิ่มขึ้นจาก 5.8% ณ สิ้นปี 2558 โดยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อด้อยคุณภาพของสินเชื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สำหรับคุณภาพของสินเชื่อในส่วนของสินเชื่อเช่าซื้อยังคงมีการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ลดลงอยู่ที่ 2.1% สำหรับสถานการณ์ขายขาดทุนรถยึดของธนาคารยังคงมีการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสิ้นปีก่อน ส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) คำนวณตามเกณฑ์ Basel III ซึ่งรวมกำไรถึงสิ้นปี 2558 อยู่ที่ 17.81% (เป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับ 15.09%) หากรวมกำไรถึงสิ้นไตรมาส 2/2559 อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงจะเท่ากับ19.24% (เงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับ 16.52%) ทั้งนี้ ธนาคารได้ตั้งสำรองทั่วไป (General Provision) ในไตรมาส 1/2559 จำนวน 350 ล้านบาทและในไตรมาส 2/2559 อีก 300 ล้านบาท รวมเป็น 650 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนการตั้งสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ 95.7% และอัตราส่วนสำรองต่อสำรองตามเกณฑ์สูงถึง 169.8%



 





back


Tag :
  • KKP
  • กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร
  • เกียรตินาคิน
  • เกียรตินาคินภัทร