สารจากคณะกรรมการ

สารจากคณะกรรมการ

สภาวะเศรษฐกิจไทยโดยรวมในปี 2561 รวมทั้งตลาดเงินและตลาดทุนที่ถดถอยและมีความผันผวนสูง ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ปัจจัยภายนอกประเทศต่างๆ ทยอยส่งผลกระทบในทางลบต่อธุรกิจอย่างต่อเนื่อง แต่การที่ประเทศไทยมีเสถียรภาพทางการเงินที่ดีทำให้สามารถรองรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงต่างๆได้ค่อนข้างดีเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ดีเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน เศรษฐกิจไทยในปี 2561 ยังสามารถขยายตัวได้ในอัตราร้อยละ 4.1

มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (“ตลาดหลักทรัพย์ฯ”) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (“ตลาดเอ็ม เอ ไอ”) ณ สิ้นปี2561 อยู่ที่ 16.2 ล้านล้านบาท ลดลงร้อยละ 9.5 จากณ สิ้นปี 2560 โดยมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันรวมของตลาดหลักทรัพย์ฯ และตลาดเอ็ม เอ ไอ ในปี 2561 เท่ากับ 57,674 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.1 จากปี 2560 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นปี 2561 ปิดที่ระดับ 1,563.88 จุด ลดลงร้อยละ 10.8 จาก ณ สิ้นปี 2560 ที่ปิดที่ระดับ 1,753.71 จุด

อุตสาหกรรมการเงินการธนาคารในปี 2561 มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงพัฒนาการหลายประการ อาทิ การยกเว้นการคิดค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมทางการเงิน จำนวนธุรกรรมออนไลน์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก และการที่ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งเพิ่มงบลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อรักษาสถานะของตนแต่ต้องเร่งดำเนินการลดต้นทุนจากการมีเครือข่ายสาขาและเอทีเอ็มอย่างเร่งด่วน เป็นต้น นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของการทำรายการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ดำเนินการอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องทั้งในเรื่อง ElectronicKnow Your Customer (e-KYC), National Digital Identification (NDID) และการพัฒนาและปรับปรุงการเข้าถึง Big Data ต่างๆ อีกด้วย

สภาวะเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมการเงินการธนาคารข้างต้นก่อให้เกิดผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร(“กลุ่มธุรกิจฯ”) โดยแต่ละธุรกิจมีผลการดำเนินงานในปี 2561 ที่แตกต่างกันออกไป เช่น ธุรกิจวานิชธนกิจและธุรกิจค้าหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างโดดเด่น ธุรกิจการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ธุรกิจจัดการกองทุน และธุรกิจบริหารหนี้สามารถสร้างผลกำไรได้ค่อนข้างดีถึงแม้สภาวะแวดล้อมจะไม่เอื้ออำนวยก็ตาม ในขณะที่ธุรกิจการลงทุนระยะปานกลางและระยะยาวที่เป็น Directional Trade ได้รับผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจโลกส่งผลให้กลุ่มธุรกิจฯ มีผลการดำเนินงานในภาพรวมในปี 2561 อยู่ในระดับปานกลางและไม่ดีเท่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีกำไรสุทธิและกำไรเบ็ดเสร็จรวม (ไม่รวมส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย) เท่ากับ 6,042.0 ล้านบาท และ 5,123.2 ล้านบาทตามลำดับ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.3 และลดลงร้อยละ 16.2 จากกำไรสุทธิและกำไรเบ็ดเสร็จ รวมในปี 2560 ตามลำดับ โดยกลุ่มธุรกิจฯ มีอัตรา ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ถัวเฉลี่ย (Return on Average Asset) เท่ากับร้อยละ 2.1 เปรียบเทียบกับร้อยละ 2.3 ในปี 2560 และมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นถัวเฉลี่ย (Return on Average Equity) เท่ากับร้อยละ 14.5 เปรียบเทียบกับร้อยละ 14.1 ในปี 2560

สำหรับธุรกิจธนาคารพาณิชย์ สินเชื่อโดยรวม ของธนาคารในปี 2561 ขยายตัวในอัตราที่สูงที่สุดในอุตสาหรรม โดยขยายตัวร้อยละ 18.5 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ ขยายตัวร้อยละ 9.3 เนื่องจากการขยายตัวของสินเชื่อเกือบทุกประเภท กล่าวคือ สินเชื่อบรรษัทขยายตัวร้อยละ 51.0 สินเชื่อธุรกิจขยายตัวร้อยละ 26.0 สินเชื่อ Lombard ขยายตัวร้อยละ 26.7 และสินเชื่อรายย่อยซึ่งประกอบด้วย สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อบุคคล สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อ Micro SMEs ขยายตัวร้อยละ 11.5 ในด้านคุณภาพสินเชื่อ อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อ โดยรวมของธนาคาร ณ สิ้นปี 2561 อยู่ที่ร้อยละ 4.1 ปรับตัวดีขึ้นจากร้อยละ 5.0 ณ สิ้นปี 2560

สำหรับธุรกิจตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) (“บล.ภัทร”) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจฯ มี ส่วนแบ่งการตลาดในการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ในปี 2561 เท่ากับร้อยละ 4.6 เป็นอันดับที่ 7 จากบริษัท หลักทรัพย์ทั้งหมด 38 แห่ง มีสินทรัพย์ของลูกค้าบุคคลรายใหญ่ภายใต้การให้คำแนะนำลงทุน ณ สิ้นปี 2561 มูลค่าประมาณ 475,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากประมาณ 452,000 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2560 และได้รับเลือกให้เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายหน่วยลงทุนของกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์) และหลักทรัพย์ของบริษัทขนาดใหญ่หลายรายการ ในขณะที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ภัทร จำกัด (“บลจ.ภัทร”) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจฯ ดำเนินธุรกิจจัดการกองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคล มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ ณ สิ้นปี 2561 รวมมูลค่าประมาณ 92,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.0 จาก ณ สิ้นปี 2560

นอกจากผลการดำเนินงานในเชิงตัวเลขข้างต้นในรอบปี 2561 ที่ผ่านมา กลุ่มธุรกิจฯ มีนวัตกรรมและพัฒนาการที่สำคัญนานัปการทั้งในด้านผลิตภัณฑ์และการให้บริการที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนของกลุ่มธุรกิจฯ อาทิ KK Virtual Branch ซึ่งเป็นนวัตกรรมสาขารูปแบบเสมือน KK Magic Mirror กระจกวิเศษที่ช่วยให้การเงินเป็นเรื่องง่ายเพียงปลายนิ้วคลิก แอปพลิเคชัน KK e-Banking Mobile ที่อำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมซื้อ ขาย และสับเปลี่ยนกองทุนรวมผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ Banking as a Service ที่ทำให้บริษัทหรือหน่วยงานภายนอกสามารถเชื่อมต่อเพื่อทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบงานของตนเอง หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงประเภทใหม่ๆ ที่มีความซับซ้อนและเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ลงทุนมากขึ้น เช่น Rainbow ELN และ Autocallable Fixed Coupon Note บัญชีเงินฝากพื้นฐานที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทยที่มุ่งหวังให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดียิ่งขึ้น และการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับธุรกิจครอบครัวที่ช่วยตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการส่งต่อธุรกิจและความมั่งคั่งให้แก่ทายาท เป็นต้น

ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ กลุ่มธุรกิจฯ ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องเสถียรภาพความมั่นคงและความก้าวหน้าในการดำเนินธุรกิจ จึงได้ลงทุนในโครงการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่สำคัญหลายโครงการ รวมถึงโครงการระบบธนาคารหลัก (Core Banking) เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบงานหลักที่เป็นพื้นฐานการให้บริการของธนาคารทั้งหมด โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของธนาคาร พัฒนาการให้บริการให้ทัดเทียมหรือดีกว่าธุรกิจในระดับเดียวกันเอื้อให้การออกและนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการทันต่อความต้องการของตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงระบบธนาคารหลักนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศครั้งใหญ่ เพิ่มเสถียรภาพของโครงสร้างพื้นฐานและขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งจะทำให้ธนาคารมุ่งหน้าไปสู่การเป็นธนาคารยุคดิจิทัล

ด้านการบริหารความเสี่ยง สืบเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจดังที่กล่าวมาข้างต้นในปีที่ผ่านมากลุ่มธุรกิจฯ มีการเสริมสร้างศักยภาพในการบริหารความเสี่ยงให้ดียิ่งขึ้นหลายประการ อาทิ จัดซื้อ Bureau Score จากบริษัทข้อมูลเครดิตเพื่อนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์สินเชื่อบุคคล สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อ SME ประเภท Product Program พัฒนา Bureau Score ของธนาคาร โดยนำข้อมูลมาจัดทำแบบจำลองเพื่อใช้สำหรับสินเชื่อ เช่าซื้อรถยนต์ พัฒนา Risk Grade สำหรับการติดตามหนี้ สินเชื่อบุคคลและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ทางโทรศัพท์ จัดทำ Portfolio Scrub หรือสอบทานเครดิตในระดับพอร์ตโฟลิโอเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงและจัดทำแผนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในกรณีที่ลูกหนี้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและนำตัวชี้วัดอัตราส่วนที่มาและใช้ไปของแหล่งเงินที่มีความมั่นคง (Net Stable Funding Ratio/ NSFR) ตามเกณฑ์หลัก Basel III มาใช้สำหรับการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง เป็นต้น

ด้านการกำกับดูแลกิจการ กลุ่มธุรกิจฯ มีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับการกำกับดูแลกิจการให้ดียิ่งขึ้นเพื่อให้สามารถเทียบเคียงได้กับมาตรฐานสากลมากขึ้น โดยคณะกรรมการธนาคารได้ทบทวนนโยบายเรื่องหลักการกำกับดูแลกิจการของธนาคารเป็นประจำทุกปี และในปี 2561 คณะกรรมการธนาคารได้อนุมัติการปรับปรุงนโยบายดังกล่าวในหลายหัวข้อ อาทิ โครงสร้างของคณะกรรมการธนาคาร บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของคณะกรรมการธนาคาร วาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการ การประชุมคณะกรรมการธนาคาร การประเมินผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการธนาคาร การดำรงตำแหน่งที่บริษัทอื่นของกรรมการ ช่องทางการร้องเรียน และบทบาทการปฏิบัติและความรับผิดชอบต่อลูกค้า ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของคณะกรรมการชุดย่อยภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการธนาคารในเรื่องต่างๆ ซึ่งรวมถึงการกำกับดูแลบริษัทในกลุ่มธุรกิจฯ ให้มีการดำเนินการที่สอดคล้องกับทิศทาง กลยุทธ์ และเป้าหมายหลักของกลุ่มธุรกิจฯ มีการกำกับดูแลความเสี่ยงที่ดีและมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบ และนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งความมุ่งมั่นและความพยายามในการยกระดับการกำกับดูแลกิจการนี้ส่งผลให้ธนาคารได้รับรางวัลและการประเมินผลการกำกับดูแลกิจการในระดับที่ ดีเยี่ยมหลายรางวัล รวมถึงผลการประเมินการกำกับดูแลกิจการในระดับดีเลิศ (ได้รับตราสัญลักษณ์ 5 ดวง) จากโครงการสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนไทยประจำปี 2561

ด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน กลุ่มธุรกิจฯ มีเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นในการต่อต้านคอร์รัปชันทุกรูปแบบ ในปี 2561 ธนาคารและบริษัทในกลุ่มธุรกิจตลาดทุนจึงได้เข้าร่วมโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านทุจริตในการประกาศนโยบาย No Gift Policy ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในการลดโอกาสของการให้และรับสินบน อีกทั้งธนาคารได้เข้าร่วมกับสมาคมธนาคารไทยในฐานะธนาคารสมาชิกประกาศเจตนารมณ์ในการให้-งดรับของขวัญ (No Gift Policy) เพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบและเพื่อส่งเสริมให้เกิดความโปร่งใสในการดำเนินงานและธรรมาภิบาลที่ดี นอกจากนี้ บลจ. ภัทร ยังได้รับการรับรองการต่ออายุสมาชิกแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านทุจริตในปี 2561 ภายหลังจากที่ธนาคารและบริษัทอื่นๆ ในกลุ่มธุรกิจตลาดทุนได้รับการรับรองการต่ออายุสมาชิกแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านทุจริตตั้งแต่ปี 2560

นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจฯ ยังตระหนักในความเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อม จึงได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจตามนโยบายเรื่องแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคมของธนาคารอย่างเคร่งครัดเป็นผลให้หุ้นของธนาคารได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อ“หุ้นยั่งยืน” ประจำปี 2561 หรือ Thailand Sustainability Investment 2018 โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ และเป็น 1 ใน 100 บริษัทจดทะเบียนที่ได้รับคัดเลือกจากหน่วยงานอีเอสจี เรตติ้ง ของสถาบันไทยพัฒน์ให้อยู่ในรายชื่อ ESG 100 ประจำปี 2561 ด้วยผลการดำเนินงานที่โดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล โดยได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในทั้งสองรายชื่อดังกล่าวต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 4

สำหรับปี 2562 ปัจจัยต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจและการค้าโลก การเมืองและ เศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งเรื่องการท่องเที่ยว การส่งออก รายได้ภาคการเกษตร ภาระหนี้ครัวเรือน ปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพ ภาวะเงินเฟ้อ ค่าเงินบาท การลงทุนภาครัฐและเอกชน ตลอดจนเทคโนโลยีทางการเงินที่เข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมาก ยังคงเป็นปัจจัยที่ท้าทายอย่างยิ่งต่อการดำเนินธุรกิจ กลุ่มธุรกิจฯ จะดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังภายใต้วิสัยทัศน์ที่จะเป็นสถาบันการเงินที่สร้างความสำเร็จให้กับลูกค้าทั้งด้านการทำธุรกิจและการบริหารจัดการการลงทุน มุ่งเน้นการขยายธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี มีความเชี่ยวชาญและศักยภาพในการแข่งขัน พัฒนาบุคลากร เทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ต่างๆ และพยายามปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ในขณะเดียวกันกลุ่มธุรกิจฯ จะยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงการกำกับดูแลกิจการและการบริหารความเสี่ยงในด้านต่างๆ เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดความเสียหายต่อกลุ่มธุรกิจฯ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ การดำเนินงานและพัฒนาการต่างๆ ข้างต้นเกิดจากการสนับสนุนและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนซึ่งได้แก่ ผู้ถือหุ้น ลูกค้า ผู้มีอุปการคุณ พันธมิตรทางธุรกิจ รวมทั้งผู้บริหารและพนักงานของกลุ่มธุรกิจฯ ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ ในโอกาสนี้ คณะกรรมการธนาคารขอขอบพระคุณและอำนวยพรให้ทุกท่านประสบความสุข ความสำเร็จในหน้าที่การงาน และชีวิตครอบครัวตลอดไป

นายสุพล วัธนเวคิน                  นายบรรยง  พงษ์พานิช

ประธานกรรมการ                     ประธานกรรมการบริหาร